เจาะลึก Bank Series (SCB, BBL, KBANK, KTB) หรือจะเป็นฟองสบู่เมืองไทย!

สวัสดีครับห่างหายกันไปนาน มาเริ่ม Bank Series ลองมาดูหุ้นทางฝั่งธนาคารกันบ้าง ขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการธนาคาร จะพยายามวิเคราะห์เท่าที่อ่านรู้เรื่องนะครับ ผิดพลาดขออภัย

First Look

เอาละครับเรามาเริ่มกันที่ Big 4 ก่อนดีกว่า อนึ่ง Big 4 ที่ผมเรียกเพราะว่า อยู่ใน SET50 นะครับ ธนาคารอื่นอย่าพึ่งน้ยอใจ

เรียงตาม Market Cap นะครับ ตามรูป

01
รูปที่ 01

*ราคาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558

Text Version

Symbol P/E P/B EPS Dividend Yield Price Market Cap

SCB 9.1 1.49 10.41 4.17% 127.5 432,797.33

KBANK 8.57 1.34 14.21 2.54% 157.5 376,938.48

BBL 8.63 0.86 13.88 4.08% 159.5 304,460.44

KTB 7.57 0.94 1.55 5.59% 16.1 225,014.59

จะเห็นว่า Bank นั้นราคาลดลงมาที่ P/E ต่ำกว่า 10 กันเลย และให้ปันผลในบางที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำเสียอีกครับ และที่สำคัญคือราคาต่ำกว่า Book Value ถึง 2 ธนาคาร คือ BBL กับ KTB ครับ เห็นอย่างนี้อย่าพึ่งแน่ใจนะครับว่า เอ เราเจอของถูกแล้ว จะถูกจะแพงของธนาคารนั้นคงต้องดูให้ลึกกว่านั้น เพราะถ้าหากธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อที่ซับซ้อน อาจจะมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างในก็ได้ เหมือนอย่างกรณี subprime ของอเมริกาที่ปล่อยซ้อนกันไปมา สุดท้ายพอล้มก็กลายเป็นโดมิโนครับ

SCB งบ 57

รายได้เพิ่มขึ้น 3.7% รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 11.1% ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเหลือ 37.5%

สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 6.5% เงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.4%

สินเชื่อด้อยคุณภาพ 2.11%

NPL = 58,251 ล้านบาท

มีสาขา 1,197 ATM 9,537 ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 109 แห่ง

ROA 2%

กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (รายใหญ่) เติบโตมาก

สินเชื่อบุคคลเติบโต 9.3%

รายได้ดอกเบี้ยบุคคลเพิ่มขึ้น 8%

NPL ของบุคคล 2.27%

Market Share 31% ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์

Market share เพิ่มจาก 3.51 -> 3.71% โบรคคงหนาวๆ  ร้อนๆ กันบ้างล่ะ

เป็นจุดหนึ่งที่น่าจะเติบโตได้เลย เพราะโบรคนั่นถ้าตลาดเทรดกันเยอะๆ นี่กำไรเยอะนะครับ

หลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์

สำหรับลูกค้ากองทุนรวม มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 20.8% จากปีก่อน ทรัพย์สิน 1 ล้านล้านบาท (ล้านสองที)

Market Share 20.8% ในธุรกิจกองทุนรวมถือเป็นอันดับ 2 ในตลาดครับ

ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต

อันนี้แอบเคืองนิดหนึ่งว่าซื้อหุ้นคืน ผมถือว่างบและผลประกอบการแข็งแกร่งสุด ๆ แต่สุดท้ายเมื่อเขาจะเอาคืนก็ต้องให้เขาไปครับ ขอแง้มไว้ว่าเป็นธุรกิจประกันที่ underwriting profit ค่อนข้างเยอะครับ แต่ถือไม่ได้ละ (งอนนน) จริงๆ ใครที่ไม่ได้ขายคืนมันจะออกจากตลาดไปเหมือนถือ private business นะครับ แต่ผมก็ไม่ได้เสี่ยงถือไว้ ใครถือไว้ผลประกอบการเป็นยังไงต่อมาเล่าให้กันฟังบ้างก็ดีครับ ซึ่งก่อนออกตลาดไปบริษัทใช้วิธีขายในสาขา Bank ทำให้ได้เปรียบ เพราะสาขาเยอะ และขายพ่วงสินค้าทางการเงินไปได้ลูกค้าบาน แต่ก่อนออกตลาดมีขู่ว่าจะถอนสิทธิ์ตรงนี้ก็ต้องถอยครับ แต่สุดท้ายก็ยังขายในธนาคารเหมือนเดิมครับ

disclaimer: ผมเคยถือ SCBLIF และขายคืนไปหมดแล้วครับ

02
รูปที่ 02

ไทยพาณิชย์ทำตารางเปรียบเทียบกับทั้งตลาดกับรายได้ของตัวเองไว้ด้วยครับ ขอ highlight หน่อยเถอะคือกำไรสุทธิของทุกธนาคารรวมกัน สองแสนล้านบาท ไทยพาณิชย์กดกำไรสุทธิไป ห้าหมื่นกว่าล้านบาทคิดเป็น 25.8% ของทั้งตลาดครับ (ในปี 57)

เท่าที่ดูสัดส่วนที่สำคัญที่น่าจะต้องจับตาดูสำหรับกลุ่ม Bank คือ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 44.7 ในขณะที่ SCB ทำได้ต่ำกว่า 40 ถือว่ายอดเยี่ยม

สินเชื่อต่อเงินฝาก 95.7% เพราะอัตราสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าเงินฝากพอควร

สินเชื่อที่อยู่อาศัยโตขึ้นในปี 57 ถึง 12.3% หรือว่าจะเป็นฟองสบู่?

ที่ต้องสังเกตคือธนาคารบังคับใช้หลักเกณฑ์ Basel III โดยให้มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำ 8.5% แต่ไทยพาณิชย์นั้นสูงถึง 16.3% ครับ (ดีกว่ามาตรฐาน)

โดย Basel III มีจุดประสงค์คือ

•improve the banking sector’s ability to absorb shocks arising from financial and economic stress, whatever the source

•improve risk management and governance

•strengthen banks’ transparency and disclosures.

หมายความว่าหากเกิด shock โลกเหมือน subprime ขึ้นมา Bank จะต้องรับได้ครับ (ข้อ 1)

แหล่งเงินทุน

เงินฝาก 70.2%

ผู้ถือหุ้น 10.6%

หนี้สินจากสัญญาประกันภัย 5.6%

กู้ยืมระหว่างธนาคาร 5.2%

กู้ยืมจากการออกตราสารหนี้ 4.2%

การใช้ไปของเงินทุน

สินเชื่อ 65.8%

ลงทุนในหลักทรัพย์ 18.6%

ให้กู้ระหว่างธนาคาร 10.8%

เงินสด ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 1.6%

โดยธนาคารกำหนดอัตราส่วนสภาพคล่องรายวันไว้ที่ 20% ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 6%

ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขายเพิ่มขึ้น เพราะน่าจะมาจากผลกระทบภาษีรถคันแรก ยึดรถได้เยอะ ขาดทุนต่อคันเยอะ

แต่ถือว่า SCB ควบคุมต้นทุนได้ดีมากๆ โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเรื่อยๆ จาก 41.2% -> 38.3% -> 37.5% (57)

บริษัทฯ ให้สินเชื่อกลุ่มพลังงานทดแทนคิดเป็น 9% ของสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

มาดูล่าสุดในไตรมาส 3 โดน SSI ถูกจัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทำให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มจำนวนมากจนกำไรสุทธิลดลง 32% ซึ่งมีการขายเงินลงทุนในตราสารทุนจำนวนมากน่าจะเพื่อมาหักลบกลบกัน

โดย SCB ให้สินเชื่อ 22 พันล้านบาท (สองหมื่นสองพันล้านบาท) ให้ SSI เพื่อซื้อโรงงานในอังกฤษ แต่เกิดใช้เวลานานกว่าที่คาดและเหล็กหดตัว ทำให้ชำระหนี้ไม่ได้ ถึงกับต้องตัดหนี้สูญ ซึ่งกดดันให้กำไร และรายได้ลดลงมาเยอะพอสมควร (ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงมาอย่างมาก) จริงๆ แล้วผลกระทบต่อรายได้จะต้องมากกว่านี้ด้วยซ้ำหาก SCB ไม่ได้ขายเงินลงทุนแล้ว book เป็นกำไรมาถัวเฉลี่ยอีก

ยังมีกรณี สจล. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่กระทบต่อชื่อเสียงของธนาคารอีกครับ อันนี้ no comment แล้วกัน

KBANK

ปี 57 มีสาขาทั้งสิ้น 1,124 สาขา

มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 0.98% net NPL = 15,494 ล้านบาท

Gross NPL = (47,434) ล้านบาท

KBANK ใช้คำว่า Efficiency Ratio อยู่ที่ 44.3% (อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ)

มาดูโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อ

03
รูปที่ 03

ไม่ได้ปล่อยภาคเกษตรเยอะสุดครับแต่เป็นพาณิชย์

กสิกรบังคับใช้หลักเกณฑ์ Basel III โดยให้มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำ 8.5% เหมือนกันครับ โดยมี 17.31% ครับ (ดีกว่า SCB นิดหน่อย)

KTB ปี 57

งงกับ NPL นิดหนึ่งเอาตัวเลขไปละกันครับ (71,024) ล้านบาท

Basel III 16.52%

สาขา 1,196 สาขา ATM 8,986

Cost to income ratio 46.24%

สิ่งที่ต้อง highlight นิดหนึ่งของ KTB คือปล่อยกู้ภาครัฐเยอะมาก คือ 28.32% ของสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งภาครัฐนั้นจ่ายแน่นอน (แต่ช้าหรือเร็วอีกเรื่อง) เงินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจถึง 86.13% เรียกว่าไม่เสี่ยง

ถามว่าทำไมไม่เสี่ยงเพราะถ้าภาครัฐชักดาบ ประเทศจะเหลืออะไรละครับงานนี้

BBL ปี 57

Basel III 17.4% สำหรับกองทุนชั้นที่ 1

บริษัทให้สินเชื่อในสัดส่วน อุตสาหกรรมผลิตและเชิงพาณิชย์สูงสุดคือในไตรมาส 3 สูงถึง 44.6%

04
รูปที่ 04

มาดูไตรมาส 3 เทียบกันทั้ง 4 ธนาคารดีกว่า ผมสนใจที่สุดก็คือหนี้จะสูญ หรือ NPL นี่แหละใครเป็นอย่างไรกันบ้าง

05
รูปที่ 05

จะเห็นว่าของ SCB นั่นพุ่งสูงขึ้นมาแซง KTB เลยทีเดียวครับ ซึ่งเกิดจากหนี้ SSI นั่นเอง และคิดว่าอาจจะมีผลกระทบกำไร กับปันผลไปด้วย ในขณะที่ BBL กลับเป็นธนาคารที่ควบคุมตรง หนี้เผื่อจะสูญได้ดีกว่าเพื่อน (แถมยังขายต่ำกว่า book ด้วย)

ถามว่าทำไมผมถึงมอง NPL เป็นหลัก ถ้ามองธุรกิจธนาคารคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องทางทำรายได้หลัก ๆ ของธนาคารคือรับเงินฝากมา แล้วปล่อยสินเชื่อ (ปล่อยกู้) แล้วกินส่วนต่างดอกเบี้ย ดังนั้นหากมีคนชักดาบกันเยอะ ๆ กำไรย่อมต้องหดลง ธนาคารที่ดีจะต้องบริหารจัดการหนี้อย่างดี ต้องมีวินัยในการปล่อยกู้มาก ๆ และคนกู้ก็ต้องไม่เบี้ยว แม้ว่าธนาคารหลายๆ ที่จะมีรายไ้ด้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเข้ามาชดเชย อย่างเช่นการขายประกัน แต่จำนวนเงินที่เข้ามาช่วยก็ไม่ได้มากถึงขนาดรายได้ดอกเบี้ย กล่าวคือหากรายได้ดอกเบี้ยหายไป มันทดแทนก็อาจจะไม่พอ

My Take

Not Recommend

ซึ่งพอเห็นอย่างนี้แล้วก็ต้องถือว่าธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่นั่งทับความเสี่ยงจริงๆ ครับ คือหากไม่มีเหตุการณ์อะไรธนาคารจะนั่งกินส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกับสินเชื่อสบายๆ เติบโตเพิ่มทุกปีแบบเรื่อยๆ แต่พอมีการชักดาบกันเกิดขึ้นมันส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญมาก ๆ อย่างกรณี SSI เป็นต้น แล้วแต่ละธนาคารมีรายละเอียดที่เยอะมาก ๆ ไหนจะยังมีกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไหนจะโน่นนี่นั่น แล้วเมื่อไหร่จะเกิดการชักดาบกันขึ้นอีก เรียกได้ว่าเรื่องที่ต้องดูมีเยอะ แล้วหากเกิดวิกฤตขึ้นมาหุ้นธนาคารนี่แหละจะลงก่อนเพื่อน สำหรับคนที่มองแล้วว่าหุ้นธนาคารตอนนี้ undervalue แล้วมั่นใจในการมองแล้วเข้าซื้อก็ต้องแล้วแต่วินิจฉัยแต่ละคนแล้วครับ สำหรับผมกับทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่แน่ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่จุดต่ำสุด

หลายคนอาจจะคิดว่าหุ้นธนาคารยังไงก็ไม่ล้ม แต่มันก็มีตัวอย่างที่ธนาคารล้มมาแล้ว ในขนาดที่ใหญ่กว่าธนาคารในไทยเสียอีก ซึ่งในไทยผมคิดว่าน่าจะถือว่า conservative หรืออนุรักษ์นิยม (หรือปล่อยกู้แบบระวัง) กว่าฝรั่งมากนัก แต่ลองคิดดูหากบ้านเราซึ่งพึ่งพา เกษตร และส่งออก เกิดเหตุการณ์ผลผลิตเกษตรราคาตก ส่งออกไม่ได้ ผู้กู้ไม่มีเงินมาชำระหนี้ ธนาคารที่สภาพคล่องต่ำคงจะแย่ไปตาม ๆ กันครับ

ปล. ราคาผมเริ่มเขียนบทความเมื่อวันที่ 9 มาวันนี้ราคาก็ลงกันไปอีก ลองดูราคาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.

14 ธ.ค. 58

SCB 123.5

KBANK 152

BBL 146

KTB 15.2

เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำไมถึง Not Recommend เพราะวันที่ผมคิดว่ามันต่ำแล้วมันยังลงไปได้อีก เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงทำให้ราคาโดนทำโทษไปมาก ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่ามัน undervalue แล้วหรือยัง ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าหุ้นบางตัวขายต่ำกว่า Book Value แล้ว นั่นหมายความว่าซื้อเหรียญ 1 บาท ต่ำกว่า 1 บาท แต่อย่าลืมนะครับเวลาหนี้มัน default หรือชักดาบ แล้วธนาคารเอาไปขายทอดตลาดนั่น 1 บาท เขาก็ไม่ได้ขาย ที่ 1 บาท เช่นกัน แต่อาจจะขายถูกถึง 15-30 สตางค์เลยด้วยซ้ำ ถ้าใครคิดจะลงทุนอาจจะต้องมานั่งดูสินเชื่อแต่ละก้อนกันดี ๆ สำหรับผมที่เข้าไปดูลึกๆ  ไม่ค่อยเป็นคงจะไม่เอาดีกว่าครับ

ทิ้งท้ายเป็นการบ้าน:

ทั้งสี่ธนาคารมีสัดสวนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเติบโตมากขึ้น อันนี้ผมสงสัยว่าฟองสบู่หรือยัง ต้องลองไปหาข้อมูลสมัย 40 ดูว่าสัดส่วนมันเท่าไหร่ แล้วพอฟองสบู่แตกแล้วเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ผมขอลาไปก่อนครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้นกลุ่มธนาคาร SCB, KBANK, BBL, KTB หรือธนาคารตัวอื่นๆ และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ

 

มี Page Facebook แล้วนะ

https://www.facebook.com/finmoment/

เจาะลึก CPN ในยุค Central ทุกมุมเมือง!

สวัสดีครับ วันนี้มาเปลี่ยนแนวเป็น Modern Trade กันบ้าง โดยหุ้นที่จะพูดถึงในวันนี้คือ CPN หรือถ้าใครไม่คุ้นเคยนั้นคือ เซ็นทรัล พัฒนา หรือ ห้าง เซ็นทรัลนั่นเองครับ

First Look

01
รูปที่  01

กับ P/E ที่ 20 กว่า ผลตอบแทนปันผลแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถือว่าดูแพงเลยทีเดียวครับ แต่ถ้าผมจำไม่ผิด CPN เคยขึ้นไปถึง P/E 60 กว่า ๆ เลยทีเดียว (ในปี 54)

มาดูโครงสร้างรายได้ที่สำคัญกันนิดหน่อย

02
รูปที่ 02

จะเห็นว่ารายได้หลักมาจากให้เช่าพื้นที่ห้างศูนย์การค้าเป็นหลักถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นพวกโรงแรม และศูนย์อาหาร ดังนั้นสิ่งที่เราควรดูหลัก ๆ คือพื้นที่ศูนย์การค้าครับ

03
รูปที่ 03

จากรูปจะเห็นว่าพื้นที่ศูนย์การค้านั้นมีการเติบโตมาโดยตลอด ในขณะที่พื้นที่สำนักงานนั้นไม่ค่อยเพิ่มเท่าไหร่นัก (แต่จะเห็นว่าเกือบเต็มพื้นที่แล้ว) โดยพื้นที่เพิ่มจาก 964,612 ตารางเมตรในปี 53 มาเป็น 1,388,313 ตารางเมตร ในปี 57 โดยอัตราการเช่านั้นสูงถึง 95% มาโดยตลอด

ภาพรวมธุรกิจ

ในวันนี้คงน่าจะต้องยอมรับว่าเวลา Central ไปตั้งห้างที่ไหนอสังหาฯ ในที่บริเวณนั้นจะบูมค่อนข้างแน่ เพราะเมื่อมีห้างเกิดขึ้นสิ่งที่ตามมาคือ “คน” จำนวนมากที่จะเข้ามาจับจ่ายใช้สอย พักผ่อนหย่อนใจเดินเล่น ดูหนัง ฯลฯ และเกิดการจ้างงานปริมาณมหาศาลตามมา ซึ่ง Central นั้นก็จะดึงดูดร้านค้าที่เป็นระดับแม่เหล็กให้เข้ามาในบริเวณนั้น เรียกว่าเปิดห้างทีก็มีร้านค้ามาจองกันตรึม และที่สำคัญคือ CPN ให้เช่าช่วง คือสิทธิ์รายได้ในห้างให้แก่ CPNRF และ CPNCG และระดมทุนในลักษณะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ได้เงินสดหมุนเวียนแถมได้ค่าบริหารจัดการจากกองทุนมาอีก

ซึ่งในปัจจุบันมีการเปิด community mall กันเป็นดอกเห็ด แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบน้อย เพราะเหล่า community mall ก็น่าจะขาดทุนไปตามๆ กันเพราะการแข่งขันที่สูงมาก ๆ แต่เซ็นทรัลก็ได้เปรียบตรงแบรนด์นี่แหละครับ ในขณะที่ Central นั้นมีร้านค้าภายในกรุ๊ปเองที่จะเข้ามาเช่าพื้นที่ภายในห้าง ทำให้มีร้านค้าตั้งแต่เริ่มเปิดห้าง และดึงดูดผู้เช่าอื่นๆ  เข้ามาอีก ซึ่ง CPN ก็จะได้เปรียบตรงความเชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นการลงทุนตั้งห้าง ทำเล การบริหารจัดการห้าง ซึ่งมีการลดต้นทุนไม่ว่าจะเป็นค่าไฟ ค่าอื่นๆ ทำให้ได้เปรียบผู้เล่นรายอื่นพอสมควรเลย

ในขณะที่ revenue engine หลัก ๆ คือพื้นที่อย่างที่เราเห็นไปแล้ว เราก็จะสามารถคำนวณรายได้นั้นง่ายๆ เลยก็คือเอาพื้นที่ห้างคูณด้วยค่าเช่าต่อตารางเมตรครับ ซึ่งจะเห็นว่ารายได้เติบโตแปรผันตามพื้นที่ห้างนั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่ได้พูดถึงรายได้จากส่วนอื่นๆ ซึ่งก็สำคัญ แต่จะเห็นว่าอย่างโรงแรม CPN เองก็จ้างผู้เชี่ยวชาญมาบริหารมากกว่า หรืออย่างพวกอาหาร และอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เสริมให้ห้างดูน่าเข้าขึ้นนั่นเอง

ซึ่งโมเดลธุรกิจของ CPN นั้นจะว่าไปไม่ซับซ้อนครับคือ 1. กู้เงิน(หรือหาเงิน) 2. สร้างห้าง 3. หาผู้เช่ารับค่าเช่า จากนั้นไปลงทุนขยายเพิ่มอีกต่อหนึ่ง ซึ่งในช่วงหลังเพิ่มการโอนสิทธิ์ให้กองทุน ทำให้ได้เงินสดในการสร้างห้างใหม่ๆ ต่อไปครับ แต่ถึงอย่างนั้น CPN ก็ยังพึ่งพาเงินกู้ปริมาณมหาศาลที่เห็นตัวเลขแล้วยังต้องหวาด ๆ นิดหน่อย ซึ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในรูปอสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุน หรือห้างนั่นเอง ซึ่งไม่ค่อยคล่องตัว ทำให้อาจจะมีปัญหาสภาพคล่องได้หากเกิดเหตุการณ์เงินขาดขึ้นมา

แต่ในขณะเดียวกันรายได้จากค่าเช่านั้นค่อนข้างคงที่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมารายได้ก็ค่อนข้างสม่ำเสมอมาตลอดครับ ซึ่งนอกไปจากค่าเช่าห้างแล้วยังมีสำนักงานให้เช่า ซึ่งมีคนเช่าเต็มเกือบตลอดอีกด้วย ซึ่งสำนักงานนั้น turn over น่าจะต่ำกว่าพื้นที่ห้างเสียอีกครับ

04
รูปที่ 04

กลับมาที่งบการเงินกันหน่อย ภาพรวมจะเห็นว่า ในไตรมาส  3 ปี 58 มีทรัพย์สินหมุนเวียนเพียง 5,563.80 ล้านบาท ในขณะที่หนี้สินหมุนเวียน 17,152.27 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ แต่ถ้ามาลองดูงบกำไรขาดทุนจะพบว่า

05
รูปที่ 05

บริษัทมีการทำกำไรที่ค่อนข้างดี คือถ้าไปมองอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 30% เลยครับ

ซึ่งผมเห็นตัวเลขแล้วยังกังวลเรื่องหนี้อยู่บ้าง งั้นเราลองมาคำนวณความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยแบบบ้านๆ กันดูก่อนครับ

สำหรับงวดเก้าเดือน กำไรก่อนภาษีเงินได้ = 2211.18 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทางการเงิน = 140.63

จับมารวม กำไรก่อนภาษีเงินได้ (เพราะลบไปแล้ว) แล้วหารด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน = (2211.18 – 140.63)/140.63 = 14.41 เท่า!

เรียกว่ามีเงินพอจ่ายดอกเบี้ยหายห่วงครับ ถือว่าแข็งแกร่งมาก ๆ

My Take

Recommend

ถือว่าเป็นหุ้นที่ผมชอบนะเพราะกิจการเข้าใจง่าย และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง (ชอบเดิน) แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันราคาถือว่าแพงหรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องรอรับรู้รายได้จากห้างเปิดใหม่ให้เต็มที่ก่อน หรือถ้ารอก็อาจจะสายไปสักหน่อยก็เป็นได้ สิ่งที่ผมคิดก็คือราคามันไม่ค่อยจะไปไหน เนิบๆ ไปเรื่อยครับ คนที่ชอบหุ้น Growth อาจจะไม่ค่อยถูกใจเพราะราคาหุ้นมันไม่ได้ขึ้นแบบหวือหวา แค่ขึ้นลงช่วงสั้นๆ แต่สำหรับ defensive investor แล้วผมคิดว่าแนะนำเพราะในช่วงเศรษฐกิจตก บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงทำให้ราคาหุ้นไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่  และยังมีแผนการขยายห้างชัดเจนที่จะทำรายได้เติบโต 15% ทุกๆ ปี ถือว่าช้าแต่ชัวร์ครับ

ปล. จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงการไปเปิดห้างในมาเลเซีย ซึ่งจะเปิดได้ปลายปี 60 ผมมองว่าบริษัทมีการลงทุนในต่างประเทศที่ค่อนข้าง conservative พอสมควร ไม่ได้รุกแบบตูมตามจนเกินตัว อันนี้ต้องรอดูต่อไปว่าถ้าทำสำเร็จอาจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดก็เป็นได้ครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น CPN และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ

เจาะลึก CPF เจ้าพ่อเกษตรกรไทย!

สวัสดีครับ ผมได้วิเคราะห์ CPALL ไปแล้ว ถ้าจะให้ครบคงต้องวิเคราะห์ตัวนี้ด้วย ใครที่ยังไม่ได้อ่าน CPALL สามารถตามอ่านได้ที่นี่ครับ

เจาะลึก CPALL เจ้าพ่อโชห่วยไทย!

http://www.finmoment.com/เจาะลึก-cpall-เจ้าพ่อโชห่วย/

First Look

01

รูปที่ 01

กับ P/E ที่ไม่สูงนัก และ P/B ที่ 1 กว่าๆ  พร้อมอัตราเงินปันผลที่พอใช้ได้เลยทีเดียว เรามาดูภาพรวมธุรกิจกันก่อน

CPF ทำธุรกิจขายอาหารสัตว์ ผลิตผลจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และอาหาร เป็นหลัก โดยในช่วงหลังๆ มานี่เน้นส่งออกและลงทุนต่างประเทศเป็นหลักครับ จะเห็นว่ารายได้จากกิจการต่างตามรูป

02

รูปที่ 02

ดังนั้นตัวผลักดันรายได้หลักๆ จะมาจากในประเทศครึ่งหนึ่ง นอกประเทศครึ่งหนึ่ง โดยในประเทศทำธุรกิจน่าจะเรียกได้ว่าครบวงจร คือตั้งแต่ ต้นน้ำ คือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ชำแหละ และส่งขาย ทีนี้นอกประเทศมีอะไรบ้าง ลองดูรูปครับ

03

รูปที่ 03

จะเห็นได้ว่าเอเชียนั้นสร้างรายได้ให้เยอะที่สุด ก็คงจะไม่พ้นจีนนั่นเองครับ

ซึ่งตัวผลักดันรายได้นั้นเป็นเรื่องของอาหารสัตว์ และสัตว์ต่างๆ  คือ ไก่ สุกร กุ้ง ดังนั้นรายได้ของบริษัทจะกระทบอย่างมากหากเกิดโรคระบาดในสัตว์เหล่านี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น โรคกุ้ง EMS โรคท้องร่วงในสุกร ซึ่งส่งผลกระทบให้วัตถุดิบลดลง ส่งผลให้รายได้ลดลงไปด้วย

อีกจุดหนึ่งคือในเรื่องของราคาขาย หากราคาขายถูกกดดันลงมา ทำให้รายได้ย่อมจะลดลงเช่นกันครับ ก็เป็นอีกจุดซึ่งควบคุมได้ยาก (ผันผวน)

ดัชนีราคาเนื้อสัตว์ครับ เผื่อใครอยากดู

http://www.dit.go.th/pricelist/showannual_all.asp

นอกไปจากนั้นในประเทศที่บริษัทไปลงทุนอยู่นั้น หากมีการออกกฎระเบียบใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกิจการอาหารที่ตั้งอยู่ รายได้ที่มีอยู่ก็อาจเกิดผลกระทบได้ ต้องดูเป็นกรณีไปครับ

มาดูหัวข้อพิพาททางกฎหมายบ้างครับ ซึ่งน่าสนใจพอสมควร

ยกมาจาก 56-1 ปี 57 ครับ

“บริษัทมีเพียงข้อพิพาททางกฎหมายจากการดำเนินธุรกิจโดยปกติ โดยไม่มีคดีที่บริษัทเป็นคู่ความหรือคู่กรณีที่เข้าลักษณะคดีที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าร้อยละ 5 ของส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 บริษัทไม่มีคดีที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ หรือคดีที่มิได้เกิดจากการประกอบธุรกิจตามปกติของบริษัท”

ผมไม่ทราบนโยบายของ กลต. ว่าหัวข้อพิพาททางกฎหมายนี่สามารถยกเว้นไม่ระบุลงมาได้ถ้าไม่เกินร้อยละ 5 ของผู้ถือหุ้น หรือ เกิดจากการดำเนินธุรกิจโดยปกติ ได้ด้วยหรือ ซึ่งบริษัทไม่ลงข้อพิพาทใดๆ เลย ตรงนี้ผม no comment ครับ

ขอแวะมาพูดประเด็นผู้บริหารนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยได้ดูส่วนนี้มากเท่าไหร่ เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นคนในตระกูลของผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งจะไม่ค่อยมีผลอะไรมาก หรือกรรมการภายนอกก็จะมีประวัติที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ผมจะดูจากผลงานที่ผ่านมาเป็นหลัก ส่วนที่ต้องจับตามองนิดหนึ่งก็คือสัดส่วนการถือหุ้นที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้เราเห็นอะไรเยอะ เช่น ถ้าผู้บริหารถือหุ้นบริษัทอยู่ ก็อาจจะทำให้ผู้บริหารมองประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ แต่ก็มีข้อแม้นิดหนึ่งในกรณี เช่น การออก stock option เป็นโบนัสให้ผู้บริหาร ซึ่งทำให้สามารถซื้อได้ในราคาทำกว่าราคาตลาดมาก ๆ ซึ่งผู้บริหารก็จะได้รับผลประโยชน์ตรงจุดนี้เยอะ ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็จะโดน dilute ไปโดยปริยายครับ โดยส่วนตัวผมชอบให้บริษัทจ่ายผลตอบแทนเป็นเงินสดมากกว่า ต่อไปนี้ผมคงต้องดูตรงนี้เยอะ ๆ แล้วล่ะ

Note: ที่ผมรู้สึกแปลก ๆ คือเจ้าสัวธนินทร์ ไม่มีหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมใน CPF ไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไรนะครับ (ในหัวข้อผู้บริหารของ 56-1 ปี 57)

มาว่าถึงเรื่องงบการเงินบ้าง ซึ่งซับซ้อนและยุบยั่บมาก ๆ เพราะมีบริษัทย่อยเต็มไปหมด และยังมีรายการระหว่างกันโยงไขว้กันยั้วเยี้ยอ่านแล้วมีนพอควรครับ แต่หลัก ๆ รายการระหว่างกันไม่ค่อยเจออะไรแปลก ๆ เท่าใดนัก จะมีการขายสินทรัพย์ให้กันซึ่ง book กำไรเยอะพอควร

04

รูปที่ 04

มีอีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการทำเพื่อให้กำไรดู smooth หรือเรียบมากขึ้นไม่ขึ้นๆ ลงๆ  คือรายการกำไรจากการขายเงินลงทุน ซึ่งจุดนี้เราจะรู้แค่ book value ของกิจการที่ขายกับราคาขายเท่านั้นเอง ไม่ได้รู้ว่ากิจการที่ขายดีมากน้อยอะไร วิธีนี้ไม่ผิดอะไรนะครับ สามารถใช้ได้ ซึ่งนักลงทุนอย่าง Warren Buffett ก็บอกเองว่าเขาเองจะทำก็ทำได้เวลาจะปรับแต่งกำไร ก็แค่ขายหุ้นหรือเงินลงทุนที่ถืออยู่แล้ว book เป็นกำไรหรือขาดทุนได้ ซึ่งตรงจุดนี้ผมคิดว่า ผู้บริหาร CPF นั้น ทำการ smooth กำไรของบริษัทพอสมควรนะ ซึ่งเวลาจะดู trend รายได้ ควรตัดส่วนนี้ออกนะครับถึงจะเห็นภาพที่แท้จริง  จะเห็นว่าในไตรมาส 3 พอรวมรายได้จากการขายเงินลงทุนแล้วชนะปีที่แล้วอยู่หน่อยนึง

My Take

Neutral

เอาละครับนั่นคือภาพรวมธุรกิจ และจุดเสี่ยงของบริษัท ปัจจัยผันผวน เช่น โรคระบาด อัตราแลกเปลี่ยน ราคาสินค้า เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แม้ว่าบริษัทพยายามจะเข้าไปควบคุมทุกอย่าง แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่างพวกโรคระบาดเกิดทีรายได้กระทบฮวบ อัตราแลกเปลี่ยน (แม้จะมี hedge) ราคาสินค้าตกต่ำรายได้ก็ลดได้ ถือว่าต้องดูเยอะพอสมควรครับ แต่ในระยะยาวผมเชื่อว่าบริษัทมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่เก่ง (หมุนเงินเก่งว่าง่ายๆ) หนี้สินส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบหุ้นกู้ซึ่งดอกเบี้ยถูกว่าธนาคารครับ

ในมุมมองผมธุรกิจประเภท commodity หรือสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น แบรนด์สินค้าไม่ค่อยมีผลมาก วัดกันที่ราคาเป็นหลัก (จำเป็นไหมต้องกินไก่ ซีพี ถ้าราคาแพงกว่า?) ดังนั้นผู้บริหารต้องเก่ง ในการบริหารจัดการ และลดต้นทุน รวมไปถึงการรับมือปัญหาต่างๆ ซึ่งผมมองว่าเรื่องบุคลากร CPF จัดการได้ค่อนข้างดีเพราะผู้บริหารเก่ง (และเคี่ยว)

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น CPF และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงหลังตลาดเปิดทำการครับ

 

มี page facebook แล้วนะ ~~

https://www.facebook.com/finmoment

เจาะลึก CPALL เจ้าพ่อโชห่วยไทย!

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง คราวนี้ขอมาบริษัทที่”ใกล้”ตัวเรามาก ๆ อย่าง CPALL ครับ โดยถ้าใครที่นึกไม่ออก CPALL คือเจ้าของ 7-eleven นั่นเองครับ ใครที่เข้าประจำก็คงจะรู้ว่าใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ

Note 1: บทความนี้จะไม่ขอกล่าวถึงกรณีข่าวใดๆ นะครับ ขอให้ตัดสินกันเองครับ จะพูดในแง่พื้นฐานของบริษัทเป็นหลักครับ

Note 2: เมื่อก่อนผมชอบเล่นหมากล้อมมากครับ T_T

First Look

01

รูปที่ 01

กับ P/E ที่ 34.08 ถือว่ากลาง ๆ ปันผลไม่ถึง 2% คงจะงงว่า 34 ทำไมผมว่ากลางๆ  ไม่แพง เพราะ modern trade ส่วนใหญ่ซื้อขายกันที่ p/e สูงลิบลิ่วอยู่แล้วครับ

02

รูปที่ 02

มาดูงบการเงินกันดีกว่า จะเห็นว่าบริษัทมีทรัพย์สินก้าวกระโดดขึ้นมา เกิดจากการที่เข้าซื้อหุ้น MAKRO ครับ โดยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างเยอะ โดยปัจจุบันมีหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) 8.24 เท่า ซึ่งแสดงถึงการที่มีหนี้ค่อนข้างเยอะ และทำให้บริษัทมีภาระที่ต้องชำระดอกเบี้ยเยอะตามไปด้วยครับ ให้ดูจุดหนึ่งที่สำคัญคือลูกหนี้การค้าบริษัทน้อยมาก ๆ นั่นเพราะ CPALL ทำธุรกิจเงินสดนั่นเอง คือขายสินค้าแล้วได้เงินสดเลยส่วนใหญ่ครับ

03

รูปที่ 03

แต่บริษัทยังทำกำไรได้ค่อนข้างดี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง (ในความคิดผม) คือประมาณ 20% อัตรากำไรสุทธิค่อนข้างต่ำน่าจะเพราะภาระดอกเบี้ยนี่แหละ ถ้าลองไปดูงบการเงินดูจะเห็นว่าในปี 57 บริษัทออกหุ้นกู้มาจำนวนมาก ซึ่งดอกอยู่ราวด 3-5% เท่านั้นซึ่งภาระดอกเบี้ยน้อยกว่าเงินกู้ธนาคารค่อนข้างเยอะครับ ซึ่งแปลงไปเป็นในลักษณะหุ้นกู้เกือบหมดเลย เรียกได้ว่าถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าหนี้สินระยะยาว (กู้ธนาคาร) แทบไม่เหลือ หนี้สินที่ต้องจ่ายภายในหนึ่งปีน้อยมาก ๆ

แวะมาดูความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยแบบคร่าวๆ  ผมคิดงวดเก้าเดือน 58  เอากำไรก่อนภาษีเงินได้ บวกกลับด้วยต้นทุนทางการเงิน แล้วหารด้วยต้นทุนทางการเงิน (งงไหมครับ) จะได้ออกมาประมาณ 2.87 ซึ่งบริษัทคงไว้ที่ประมาณเกือบสามเท่า

แปลไทยเป็นไทยแปลว่ากำไรเป็นเกือบสามเท่าของดอกที่ต้องจ่ายต่อปีนั่นเองครับ ถ้าผมเป็นผู้ถือหุ้นกู้ของ CPALL ผมจะลุ้นให้อัตราส่วนนี้เยอะ ๆ ครับ

Qualitative

หลังจากดูงบการเงินคร่าวๆ ไปแล้วมาดูคุณภาพกันบ้าง

04

รูปที่ 04

จะเห็นว่าจากโชว์ห่วย chain ทั้งหมด 13,312 ร้าน (ข้อมูลจากงบปี 57) เป็นของ 7-eleven ไปแล้วแปดพันกว่า เรียกว่ากินตลาดไปเกินครึ่งครับ ซึ่งนอกไปจากนั้นบริษัทฯยังเปิดสาขาเพิ่มอย่างค่อนข้างรุกหนัก โดยในไตรมาส 3 เพิ่มเป็น 8,618 สาขาครับ กำไรนั้นแปรผันตรงกับสาขาครับ นี่ไม่รวม MAKRO ซึ่งก็เปิดสาขารุกหนักกว่าที่ผ่านมา (ก่อนโดนซื้อ) ซึ่งจะไปซับ demand ของร้านค้าและโชว์ห่วยย่อยอื่นๆ  อีก

ในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร CPALL เปิดสถาบันการศึกษาเอง โดยชูว่าจบแล้วมีงานแน่นอน ซึ่งจะช่วยป้อนคนเข้าไปในระบบได้อย่างต่อเนื่องครับ

จุดอ่อนสำคัญที่ผมมองว่าเป็นจุดเป็นตายของ 7-eleven เลยกลับน่าจะเป็นเรื่องระบบขนส่งกระจายสินค้าครับ ซึ่งบริษัทได้สร้างศูนย์กระจายสินค้าให้เป็นเครือข่ายให้รองรับกันและกันได้ แต่วันใดที่มันเป็นอัมพาตขึ้นมาจะกระทบหนักได้ ซึ่งบริษัทต้องปกป้องให้มันทำงานได้ตลอดเวลาเพราะมีสาขาถึงเกือบหมื่นสาขา และตั้งเป้าหมื่นสาขาใน 61 และแต่ละสาขาก็ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การที่สินค้าขาดนั้นย่อมกระทบกันเป็นลูกโซ่ก็เป็นได้ครับ ผมมองว่าจุดหนึ่งที่ CPALL ซื้อ MAKRO คือเรื่องระบบกระจายสินค้าซึ่ง เท่าที่ผมอ่านงบ MAKRO ถ้าจำไม่ผิดมีระบบกระจายสินค้าที่ดีมากๆ ครับ และตัว MAKRO เองแต่ละสาขาสามารถทำงานเป็นโกดังสินค้าไปในตัวได้ด้วย

ในเรื่องของหนี้สินกันบ้าง บริษัททำการแปลงเงินกู้ธนาคารเป็นหุ้นกู้เกือบหมด ผลักภาระไปให้นักลงทุนผู้ถือหุ้นกู้ครับ ซึ่งดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารค่อนข้างมาก และในเรื่องการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย หากดอกธนาคารถูกลงบริษัทก็สามารถกู้เงินมาโปะหุ้นกู้ แปลงไปแปลงมาได้อีก อย่างที่ว่าไปครับมองอัตราความสามารถในการชำระหนี้ดีๆ นะครับสำหรับผู้ซื้อหุ้นกู้

สุดท้ายครับ

05

รูปที่ 05

จะเห็นว่า cash cycle ของบริษัท เก็บเงินลูกค้าแทบจะทันที (ก็เข้า 7-eleven จ่ายสดนะครับ) แต่จ่าย supplier เฉลี่ย 60 วันเศษ วงจรเงินสดติดลบ คือมีเงินสดมาให้หมุนเล่นๆ เดือนเศษ ๆ ครับ สบาย~~ (Supplier จะอ้วกละทีนี้)

My Take

Neutral

บอกได้เลยว่าเป็นกิจการที่สุดยอดครับ ทั้งการบริหารจัดการเงินสด หนี้ และดอกเบี้ยไม่ธรรมดา แต่ผมถือว่า margin of safety ต่ำไปนิดกับ ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย ไม่ถึงสามเท่า สำหรับผมถือว่าใจเต้นพอสมควรต้องนั่งเพ่งกระแสเงินสดต่องวดกันเลยพลาดไม่ได้  แล้วแต่คนมองครับ กับราคาที่ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง ทั้งนี้จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงปัจจัยอื่น อย่างเช่นผู้บริหาร

ขอยกคำพูดของ Warren Buffett มาหน่อยอาจจะไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่ครับ

“It’s like marrying for money. A bad idea anytime, but insane if you’re already rich.”

มันเหมือนกับแต่งงานเพื่อเงิน เป็นความคิดที่แย่ไม่ว่าจะเวลาไหน และถือว่าคุณเสียสติไปแล้วถ้าคุณรวยอยู่แล้ว

สำหรับผมขอถือหุ้นที่สามารถนอนหลับอย่างสบายใจดีกว่าครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น CPALL และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ

อ้างอิง:

ไปดูหุ้นตัวอื่นๆ กันได้ที่:

http://www.finmoment.com

เจาะลึก SAWAD มีบ้านมีรถ เงินสดทันใจ!

สวัสดีครับ วันนี้เรามาพักยกกันนิดหนึ่ง อ่านงบบริษัทใหญ่ๆ ที่ซับซ้อนมากๆ แล้วต้องทำการบ้านเยอะมาก แต่วันนี้ยังคงเป็นบริษัทที่อยู่ใน SET50 เช่นเคย เชิญพบกับ ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979

อ่านแวบแรก แล้วนึกว่าแบรนด์เงินติดล้อ ไม่ใช่นะครับ เห็นว่ามีข่าวฟ้องร้องกัน แต่ผู้บริหารออกมาปฏิเสธแล้ว

สาเหตุหนึ่งที่เลือกมาดูในคราวนี้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี เท่าที่ทราบคือบริษัทฯ ทำธุรกิจสินเชื่ออยู่ อาจจะพอเห็นภาพมากขึ้นว่าคนเป็นหนี้เยอะขึ้นหรือเปล่านะครับ

First Look 

01

รูปที่ 01

กับ P/E ที่สูงถึง 40 กับเงินปันผล 0.01% เรียกว่าค่อนข้างน้อยเลย แถม P/B พุ่งไป 11.21 อีกต่างหาก ความรู้สึกแรกคือแพงพอสมควร แม้ว่าผมจะไม่ค่อยสันทัดวงการสินเชื่อนัก แต่เชื่อว่าค่อนข้างแพง เพราะลองไปเปิดๆ P/B ของหลายๆ ธนาคารก็รู้สึกไม่เยอะเท่าไหร่

ที่น่าสนใจอยู่นิดหนึ่งคือกองทุนของกสิกรเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 5% ซึ่งถือว่าสัดส่วนเยอะพอดู เห็นบริษัทตั้งบริษัทย่อยทำธุรกิจซื้อหนี้จาก bank ด้วยคาดว่าน่าจะไปรับซื้อของกสิกรก็เป็นได้

รายงานการได้มา หุ้นของบมจ. ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน)(listed)

โดย บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด

ซึ่งเป็นการได้มา  เมื่อวันที่ 08/10/2558

จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มาคิดเป็น  0.1498% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น  5.0185% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

บริษัทพึ่งเข้า IPO เมื่อปี 57 นี้เองซึ่งข้อมูลย้อนหลังคงจะไม่เยอะเท่าไหร่ ออกตัวอีกรอบผมไม่ใช่แนว IPO แม้จะเข้าตลาดมาพักหนึ่ง อันนี้ก็ต้องดูกันยาวๆ ครับ

มาดูโครงสร้างสินเชื่อว่าบริษัทปล่อยสินเชื้อโดยหลักประกันอะไรบ้างครับ

02

รูปที่ 02

กลุ่ม A ถึง B- คือลูกค้าที่มีรายได้ประจำเช่นพนักงานบริษัท ข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ Bank เข้ามาเล่นเป็นหลัก

กลุ่มเป้าหมาย B-   กลุ่มเกษตกร ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ลูกจ้าง เป็นกลุ่มที่บริษัทเน้น โดยใช้คนในพื้นที่ใกล้ๆ  สาขาเป็นหลัก (เพื่อให้ทวงได้ง่ายๆ และตรวจสอบได้ง่าย)

บริษัทบอกว่ามีการบริหารจัดการหนี้ที่ดีโดยมี NPL 4.13% อันนี้ผมไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อยนะครับต้องเทียบกับหลายๆ บริษัทที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน ไว้รอ Bank Series เราคงได้มาดูกันว่าเยอะน้อยอย่างไร

บริษัทมีสาขาถึง 1,059 สาขา (งบปี 57) ณ ไตรมาส 3 ปี 58 เพิ่มไปเป็นถึง 1,446 สาขาทีเดียว และสามารถชำระได้ตามช่องทางที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น counter service และ ธนาคารต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่าค่อนข้างครบวงจรนะ และมีสาขาที่เยอะ ทั้งมีการเดินไปตามชุมชนประชาสัมพันธ์ แต่ต้องดูเทียบสาขากับเจ้าอื่นด้วยถ้าจะเอาใครครบครันจริงๆ แต่กลุ่ม B- นี้ไม่แน่ใจว่าจะหาข้อมูลจากไหนได้บ้าง (อย่างพวกเงินติดล้อ ฯลฯ)

การปล่อยสินเชื่อของบริษัทถือว่ารัดกุมมากๆ เลยครับ โดยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันนั้นจะปล่อยเฉพาะกลุ่มข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ในขณะที่มีหลักประกันบริษัทสามารถยึดหลักประกันเพื่อขายทอดตลาดด้วยความรวดเร็วได้

บริษัทมีธุรกิจติดตามหนี้ซึ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กระจ่ายอยู่ทั่วประเทศ และได้มีประสบการณ์การติดตามหนี้อยู่แล้ว ในขณะที่บริษัทที่ปล่อยสินเชื่อรายอื่นๆ จะขาดตรงส่วนนี้ ถือว่านี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเติบโตได้ เพราะมีคนที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างเยอะจากการที่เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี ซึ่งจุดนี้บริษัทฯ ลงไว้ในรายได้อื่นในงบการเงินแต่ถ้าเข้าไปแกะดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินแล้วจะเห็นว่ารายได้ในสัดส่วนนี้เติบโตพอสมควรเลยทีเดียว อันนี้หมายเหตุไว้นิดนึงว่าในงบปี 57 บริษัทลงรายได้จากเบี้ยปรับไว้ถึงสองร้อยล้าน แต่ในงบไตรมาส 3 ตรงส่วนนี้หายไป แต่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นแทน คงจะเอาไปลงไว้ในรายได้ค่าธรรมเนียม (เพราะรายได้ไม่ลดกลับเพิ่มครับ) และจากแนวโน้มคนจะผิดชำระหนี้เยอะขึ้น ธุรกิจทวงหนี้อาจจะเป็นจุดเด็ดของบริษัทก็เป็นได้ครับ

ประเด็นเรื่องแบรนด์กันนิดหนึ่ง คือชื่อบริษัทไปซ้ำกับ brand ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ อย่างบังเอิญ (ไปหน่อย) ซึ่งบริษัทก็มีสิทธิโดนเข้าใจผิดว่าเป็นเครือเดียวกันได้ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้ว่าอะไรและไม่ได้จงใจก็จริง แต่ผมว่ามันออกแนวจงใจหน่อยๆ นะ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)  ไม่รู้ใครลอกใคร เพราะบริษัทก่อต้ังมาก่อน เงินติดล้อครับ

Note: มีจุดหนึ่งคือหลักทรัพย์เผื่อค้า ไม่แน่ใจว่าบริษัทนำไปลงทุนในจุดไหนถึง 673 ล้านบาทครับ ในงบการเงินไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งไม่ใช่เงินฝากประจำและมีการปรับมูลค่าเพิ่มด้วย น่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนไม่แน่ใจครับตรงนี้

03

รูปที่ 03

มาดูภาพรวมตลาดกันบ้าง ยอดหนี้คงค้างของสินเชื่อส่วนบุคคล (หนี้รวม) เติบโตค่อนข้างสูงจนน่ากลัว CAGR คือเติบโตแบบทบต้น 17% กันเลย และแนวโน้มก็ดูจะสูงขึ้นในอนาคต ผมเป็นห่วงเศรษฐกิจประเทศไทยจริงๆ ครับ

My Take

Neutral

เอาละครับ มาถึงจุดนี้ก็คงพอจะเห็นภาพรวมธุรกิจกันบ้างแล้ว บริษัทมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก แถมมี margin ที่สูงมาก ๆ กล่าวคือกู้มาดอกเบี้ยประมาณ 4 กว่าๆ แต่ปล่อยกู้ได้ดอกประมาณ 30 ครับ  (คร่าวๆ อยากรู้ตัวเลขชัดๆ ให้ไว้เป็นการบ้านครับ) แม้ว่าการแข่งขันในตลาดนี้ค่อนข้างสูงแต่บริษัทมีข้อได้เปรียบในเรื่องสาขาที่เยอะ และการเปิดเพิ่มก็ค่อนข้าง aggressive พอสมควร เกือบๆ 400 สาขาใน 9 เดือน ยังมีในเรื่องธุรกิจติดตามหนี้ที่รายได้ค่อนข้างโต เพราะแนวโน้มเพิ่มขึ้นของลูกค้าผิดชำระหนี้ซึ่งหลายธุรกิจสินเชื่อคงต้องการบริการนี้แน่ๆ อีกทั้งหนี้สูญของบริษัทน้อยมากๆ เรียกว่าบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ครับ

แต่ครับแต่ อันนี้ผมไม่รู้ว่า ณ P/E ขนาดนี้แพงไปหรือเปล่า และบริษัทจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ได้หรือไม่ เพราะคนเราเป็นหนี้มันต้องมี Income/Debt ratio ถึงจุดหนึ่งคงต้องจำกัด (ถ้าจะให้ยังสามารถชำระได้) แม้ว่ากลุ่มเป้าหมายราชการเอง รายได้ต่อปีก็ไม่ได้เติบโตไปมากอะไร และเศรษฐกิจถ้าผิดนัดชำระกันมาก ๆ รายได้ดอกเบี้ยคงจะต้องหดหายไป และพวกรถ จักรยานยนต์นั้นหากยึดมาขายทอดตลาดก็มีสิทธิ์ขายไม่ออกหาก supply ล้น (ซึ่งตรงนี้บริษัทใช้วิธีเอารุ่นที่มีความนิยม ไม่งั้นให้สินเชื่อต่ำ) ซึ่งบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดไปมากในช่วง 2-3 ปี (ที่มีงบให้อ่าน) ผมไม่มีข้อมูลย้อนหลังไปไกลๆ จึงไม่ทราบว่าที่ผ่านมาเป็นยังไงข้อมูลยังน้อยไปครับ จึงขอให้ใช้วิจารณญาณกันว่าแพงไปหรือไม่ครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น SAWAD และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ

เจาะลึก BANPU หรือจะหมดยุคพลังงานถ่านหิน!

สวัสดีครับ กลับมาตามล่า ​SET50 กันอีกครั้งนะครับ ในวันนี้ขอพูดถึง BANPU  กันบ้างกับราคาถ่านหินที่ดิ่งลงเหวไปกับราคาน้ำมัน เรามาดูกันว่า BANPU ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายถ่านหินรายใหญ่นั้นจะเป็นอย่างไร และสิ่งที่บริษัททำเพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นกันครับ

First Look

01

รูปที่ 01

กับราคาปิดต่อกำไรสุทธิที่ 6007 กำไรต่อหุ้นติดลบนั่นเอง แต่ผลตอบแทนปันผลสูงถึง 6% และ P/B ต่ำกว่า 1 ซึ่ง market cap อยู่ที่ สามหมื่นกว่าล้านบาทเท่าน้ันเองครับ พอเห็นสัดส่วนเบื้องต้นแล้วถึงกับตาลุกวาวขึ้นมาเลยครับ นี่อาจจะเป็นหุ้น undervalue ที่ตามหาอยู่ก็เป็นได้ครับ

แต่ราคาหุ้นของบริษัทก็ไหลลงมาเกือบตลอด มีเหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ ให้ตื่นเต้นบ้าง โดยเฉพาะถ้าเราดูจากกราฟถ่านหินย้อนหลัง 5 ปี

02

รูปที่ 02

จะพบว่าราคาถ่านหินนั้นไหลลงมาตลอด คาดว่าเป็นผลกระทบมาจาก shale gas ที่ขุดค้นพบใหม่ในอเมริกา ซึ่งต้นทุนถูกมาก ๆ จนเป็นสาเหตุให้น้ำมันก็ถูกลงมาสู่ ถ่านหินล้นตลาดต้อง dump ราคาสู้ จนถ่านหิน oversupply ราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้ครับ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไปเลย

มาเล่าตลาดถ่านหินให้ฟังกันคร่าวๆ ก่อนครับ ถ่านหินส่วนใหญ่ใช้ไปในการผลิตไฟฟ้าโดยโรงงานไฟฟ้าถ่านหินครับ ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ราคาถูก (น่าจะที่สุด)

ในเอเชีย ผุ้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ไทย และ ฟิลิปปินส์ครับ

แต่ปัจจุบันจีนเริ่มผลิตถ่านหินจนล้นตลาดตัวเอง ทำให้ลดการนำเข้าค่อนข้างเยอะมาก กระทบตลาดโลกพอสมควรเลย เพราะประชากรเยอะสุดการใช้ไฟฟ้าก็ต้องการมากที่สุดเช่นกันครับ แต่พอผลิตได้ไม่ค่อยง้อนำเข้าก็ทำให้ผู้ส่งออกถ่านหินกระทบไปตามๆ กัน

แต่อินเดียกลับมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเข้ามาทดแทน แต่เป็นถ่านหินคุณภาพต่ำ ที่ราคาต่ำ ในขณะญี่ปุ่นนั้นต้องการคุณภาพตามสไตล์ก็จะนำเข้าถ่านหินคุณภาพสูงเข้าไปครับ

ทำไมประชากรเยอะต้องการถ่านหินเยอะ แม้ว่าถ่านหินอาจจะไม่ใช่พลังงานสะอาด แต่เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ราคาต่อหน่วย (น่าจะ) ถูกที่สุดแล้ว ทำให้การผลิตไฟฟ้าเลี้ยงประชากรนั้นยังคงต้องพึ่งพาถ่านหินอยู่ ลองนึกภาพบ้านหนึ่งหลังต้องใช้ไฟฟ้า ประชากรยิ่งเยอะปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการก็ต้องเยอะตามไปด้วยครับ

ในขณะที่ตลาดยุโรปปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะต้องการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลดโลกร้อน ทำให้ตลาดยุโรปนั้นความต้องการถ่านหินลดลงไปมาก

ในตลาดอินโดฯ ซึ่งใช้ถ่านหินค่อนข้างเยอะ บริษัทมีท่าเรือเป็นของตัวเองและเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในอินโดนีเซียทำให้การส่งมอบมีความน่าเชื่อถือ เป็นความได้เปรียบเชิงธุรกิจพอสมควรนะครับ

ส่วนในออสเตรเลียก็ต้องการถ่านหินเพราะมีโรงไฟฟ้าเหมือนกัน แต่มีกฎระเบียบทำให้ตั้งเหมืองยากขึ้น คาดว่าบริษัทคงจะทำสัญญาขายได้ค่อนข้างระยะยาว เพราะมีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว

ในไทยเองก็นำเข้าถ่านหินเยอะ เพราะสำรองในประเทศเหลือน้อยแล้ว ผลิตได้น้อยกว่าที่ใช้ค่อนข้างมาก โดยผู้ใช้ใหญ่เป็นปูนซีเมนต์ไทย และผู้ผลิตไฟฟ้าภายในประเทศครับ ซึ่งต้องใช้เผาปูนซีเมนต์ และใช้ในการปั่นไฟครับ

จีน ลดการนำเข้าลงร้อยละ 13 (จากงบปี 57) เพราะผลิตเองล้นอย่างที่ว่าไป อินเดียเพิ่มเพราะผลิตในประเทศไม่พอครับ แต่มีปัญหาเรื่องระบบขนส่งในประเทศทำให้อั้นอยู่ไม่สามารถนำเข้าเพิ่มได้ ถ้าปรับปรุงตรงนี้อาจจะนำเข้าเพิ่มได้อีก ญี่ปุ่นเองเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดเดินไป

รายละเอียดตลาดเยอะมากกก แต่โดยรวมมีทั้งเพิ่มและลด แต่ตัวทำให้กำไรบริษัทลดยังคงเป็นราคาถ่านหินที่ตกต่ำเป็นหลักครับ

03

รูปที่ 03

โครงสร้างรายได้ของบริษัทจะเห็นว่ารายได้ส่งออกขายถ่านหินเป็นหลัก แต่จะเห็นว่ามีการลงทุนทำโรงไฟฟ้าด้วยครับ

มาดู map of operation ว่าบริษัทฯ ตั้งฐานที่ไหนบ้าง เอามาจากงบ 57 ของบริษัท เป็น infographic

04

รูปที่ 04

มาดูภาพรวมงบการเงินกันหน่อย

05

รูปที่ 05

จะเห็นว่าบริษัทมีเงินสดค่อนข้างเยอะ และทรัพย์สินอีกค่อนข้างเยอะ พอดูอัตราส่วนแล้วดีพอสมควร แต่พอมาดูลึก ๆ แล้วพบว่าหนี้สินเป็นหนี้สินระยะยาวเงินสกุลเงินดอลล่าร์ 43,927 ล้านบาท ซึ่งเยอะพอสมควร และหนี้สินที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัว 55,238 ล้านบาท ซึ่งมีความเสี่ยงของการผันผวนของค่าเงิน และอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างเยอะครับ

เอาละครับมาถึงจุดนี้ขอหยุดไว้ตรงนี้ก่อน จริงๆ ยังมีรายละเอียดค่อนข้างมากที่ต้องตามไปดูเพิ่มเติม อย่างเช่นคดีความในเรื่องฟ้องร้อง และภาษีเงินได้อีกหลายกรณี แต่ผมพอจะสรุป (ส่วนตัว) ได้ระดับหนึ่งละ

My Take

Not Recommend

บริษัทฯ นั้นมีความเสี่ยงต่อเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวค่อนข้างสูง แม้จะมีเงินสดและรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน ของสัญญาจากการขายถ่านหิน ไฟฟ้า และในปี 60 จะมีการขายไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าในจีน 1200 MWatt (ใช้ถ่านหินประมาณปีละ 3-4 ล้านตัน) ก็ตามครับ ผมคิดว่าบริษัทค่อนข้างเก่ง คือลดต้นทุนได้ค่อนข้างมาก (แม้ว่าจะโชคดีจากน้ำมันราคาลง) แต่ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารก็กดให้ลดลง และลงทุนในโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจะช่วยซับถ่านหินของบริษัทเองได้ด้วย แต่ผมคิดว่า margin of safety ยังคงไม่พอ นึกภาพเหตุการณ์ลดค่าเงินจาก 25 ไป 50 บาท หรือดอกเบี้ยเงินกู้ที่ผันผวนอาจจะทำให้วิกฤตได้ (ผมอาจจะคิดมากไป) ในทีแรกผมคิดว่าหากมีการชำระบัญชีขึ้นมาผู้ถือหุ้นคงได้เงินคืนบ้าง แหละ แต่ทรัพย์สินบริษัทส่วนใหญ่เป็นสิทธิ์ในเหมืองเป็นหลัก ซึ่งในขั้นตอนชำระบัญชีคาดว่ามูลค่ามันคงจะลดลงไปเยอะ กับเงินกู้ปริมาณมหาศาลอีก ประกอบกับราคาถ่านหินที่คาดเดาไม่ได้ และดูจากแนวโน้มว่าจะเป็นขาลง การเข้าไปช้อนรับตอนนี้ ระวังมือขาดนะครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น BANPU และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมง

 

เจาะลึก BH บำรุงราษฎร์ Super Hostipal!

สวัสดีครับ กลับมาล่า SET50 กันต่อ วันนี้เรามาพูดถึง BH หรือ บำรุงราษฎร์กันบ้างนะครับ

First Look

01

รูปที่ 01

กับ P/E 46.78 แม้จะอ่อนตัวลงมาบ้างแล้ว สำหรับผมมองแวบแรกต้องบอกว่าแพงโคตร กับ P/B สิบสามเท่า ผลตอบแทนปันผลไม่ถึง 1% แล้วเรียกว่าราคามันแพงเกินไปหรือเปล่านะ

02

รูปที่ 02

มาย้อนดูเมื่อสิ้นปี 2014 หรือ งบ 57 ออกเมื่อวันที่ 26 กุมภาฯ ราคาอยู่ที่ 155.5 ตามรูป ขอบคุณ bloomberg

เมื่อหาร eps ที่ 3.15 จะได้ออกมาที่ 49.36507936507937 เรียกว่า p/e ไม่ต่างกับตอนนี้เลยนะเนี่ย เอาละครับน่าสนใจขึ้นมาเลยทีเดียว จะเห็นว่าราคาปัจจุบันทะลุสองร้อยขึ้นไปแล้วแค่ถือจากต้นปีเท่านั้นเอง

แต่เบรคนิดนึงครับเพื่อใครอ่านถึงตรงนี้แล้วกดซื้อเลยถ้าดูราคาที่ปี 2011, 2012, 2013 ลองคำนวณดู p/e ตกที่ 20 กว่าๆ เท่าน้ันเอง ผมคิดว่าแพงนะในความคิดผม แต่จะแพงจริงหรือไม่ เดี๋ยวเรามาว่ากันครับ

ถามว่าทำไมดู p/e แล้วถึงว่าแพง p/e ย่อมาจาก  ราคาต่อกำไรสุทธิ หมายถึงต้องกำไรกี่ปีถึงจะเท่าราคาซื้อ 40 เท่าหมายถึง ต้องถือไป ยี่สิบปี บริษัทถึงจะทำกำไรเท่าราคาที่เราซื้อไปครับ

บางคนสาย growth stock จะไม่ค่อยย่นย่อกับ p/e มหาศาล เพราะจะบอกว่าหุ้นเติบโตเร็ว อีกไม่นานกำไรจะเติบโตจน p/e ปัจจุบันลดลงเอง แล้วแต่คนมองครับ

Note: คนที่มองหาจำนวนเตียงของบำรุงราษฎร์ ตอนนี้มี 580 เตียงนะครับ

ผมได้เคยวิเคราะห์หุ้นโรงพยาบาลไว้แล้ววิธีดูจะคล้ายๆ กันนะครับ (จริงๆ ต่างกันตรงคุณภาพโรงพยาบาล, ทำเล, กลุ่มลูกค้า จิปาถะ) ลองย้อนไปอ่านกันได้ที่:

เจาะลึก BDMS เจ้าพ่อกลุ่มโรงพยาบาล!

http://www.finmoment.com/เจาะลึก-bdms-โรงพยาบาล/

เจาะลึก NTV หุ้นโรงพยาบาลจิ๋วแต่แจ๋ว!

http://www.finmoment.com/เจาะลึก-ntv-นนทเวช/

อ่านแล้ว งบไม่มีที่ติจริงๆ ลองดูคร่าวๆ

03

รูปที่ 03

หนี้สินรวม (ย้ำนะครับทั้งหมด) 7,944.08 ล้านบาท  สินทรัพย์หมุนเวียน 9,785.68 มากกว่าหนี้รวมเสียอีก เงินสดปาเข้าไป 4,849 ล้านบาท

กำไรต่องวดก็สร้างเงินสดได้เยอะมาก ดังนั้นจุดติเดียวคือ p/e ที่สูงเกินไป (มาก) นั่นเองครับ

ในเรื่องของคุณภาพ บำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ได้รับ JCI Accreditation ในไทย ซึ่งถือว่าเป็น มาตรฐานการแพทย์ระดับโลก อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ BH รับลูกค้าต่างประเทศได้จำนวนมาก เพราะคนต่างชาติก็คงต้องหาโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานนั่นเอง

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัท เป็นการ focus ที่โรงพยาบาลเดียว  การลงทุนในบริษัทอื่นถือว่าค่อนข้าง conservative ซึ่งใช้เงินไม่เยอะเทียบกับกำไรที่ได้จากโรงพยาบาลหลัก มีการเข้าลงทุนในบริษัทต่างๆ  แต่ก็ cash out หรือขายทิ้ง หรือ ลดทุนเอาเงินทำให้สัดส่วนการลงทุนตรงนี้ไม่เยอะ เมื่อเทียบกับ bdms ที่ซื้อแหลกแล้ว แตกต่างกันเยอะครับ แต่ถือว่าได้ผลเพราะ บำรุงราษฎร์ พูดถึงถ้ามีตังผมเองก็อยากเข้านะ คงจะบริการดี (ฮา)

ลูกค้าในช่วงต้นๆ  คงสัดส่วน 50/50 ระหว่างคนไข้ชาวไทยกับชาวต่างประเทศ ในช่วงหลังๆ สัดส่วนมาเป็น 40/60 (ไทย/ต่างประเทศ) ซึ่งความเสี่ยงคงตามท่องเที่ยว แต่ถ้าใครที่อ่านงบไตรมาสล่าสุดกลับพบว่าคนไข้ในรายได้เพิ่มขึ้น คาดว่าคงไม่กล้าเข้าสนามบินกลับประเทศนั่นเอง (ขำๆ นะครับ) แต่ความเชื่อมั่นยังถือว่าสูง รายได้เติบโตอย่างมั่นคงครับ

ส่วนสามประเทศที่ทำรายได้ให้มากที่สุด คือ สหภาพพม่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ โอมาน สองประเทศหลังไม่ค่อยแปลกใจครับ แต่พม่าติดหนึ่งในสามนี่ แสดงว่าคนพม่ารวยเหมือนกันนะเนี่ย

มีหมัดเด็ดอยู่นิดนึงในความคิดผมคือโรงพยาบาลอูลานบาตอร์ ซองโด หรือ UBSD โรงพยาบาลในมองโกเลียขนาด 98 เตียง ซึ่งบริษัทถือหุ้นโดยรวมอยู่ประมาณ 40% ทำรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี อันนี้ไม่แน่ใจว่ารับรู้จากสัดส่วนรายได้หรือของทั้งโรงพยาบาล แต่น่าจะเป็นสัดส่วน 40% = 200 ดังนั้น หาก BH เข้าถือเพิ่ม ก็อาจจะเพิ่มรายได้ และเป็นการเจาะตลาดต่างประเทศสำเร็จ แต่ผมว่าบริษัทน่าจะขายทิ้งเอากำไร (เพราะทำมาโดยตลอด) อาจจะเป็นรายการพิเศษในอนาคตครับ

ถ้าใครลองดูผู้ถือหุ้นใหญ่จะพบว่าผู้ถือหุ้นใหญ่สุดคือ BDMS นั่นเองครับ เจ้าพ่อจริงๆ ซึ่งรายได้ของ BDMS สัดส่วนสำคัญก็มาจาก BH นี่แหละ

04

รูปที่ 04

ในเรื่องของการขยายตัว BH ใช้เตียงเกือบเต็มแล้ว แต่อัตราครองเตียงยังอยู่ที่ 66.27% ครับ (คิดเป็นวันคูณเตียง) ยังถือว่ามีจุดให้ขยายได้อีกนะเนี่ย และผู้ป่วยนอกก็อยู่ราว ๆ ไม่ถึง 60% ครับ

มาว่ากันเรื่องความเสี่ยงนิดนึง

บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมากๆ  และมีการทำกำไรที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน แต่ในช่วงหลังที่ลูกค้าต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนมากกว่าในประเทศอาจจะโดนผลกระทบจากท่องเที่ยวซบเซา ได้ เช่น MERS หรือก่อการร้าย ที่ผ่านมา เป็นต้นครับ ซึ่งโดยกลยุทธ์หลักที่เน้น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เสริมรับกับ BDMS ครับ

เอาละครับเราลองมาดูว่าทำไมผมถึงเรียกว่า super stock

05

รูปที่ 05

รูปที่เห็น คือ กำไร ณ สิ้นปี เทียบกันเงินปันผลจ่าย และส่วนต่างเป็นเงินกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท (Retained Earning)

ตามหลัก Warren Buffett สอนไว้ใน letter ปี 1984 วิธีการคิดว่าเงินลงทุนในหุ้นจะคุ้มหรือไม่ ทุก ๆ 1 บาท ที่บริษัทเก็บไว้ไม่จ่ายออกมาเป็นปันผลจะต้องสร้างราคาหุ้นให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า 1 บาท

แปลไทยเป็นไทย ถ้าบริษัทไม่จ่าย ปันผล เงินนั้นต้องทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นมากกว่าเงินที่ไม่จ่ายปันผล

คำถามคือ BH สร้างราคาหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นสูงขึ้นมากแค่ไหน

วิธีคิด (ของผม) เผื่อใครลองตามคิดดูนะครับ

เอากำไร ของบริษัทย้อนหลังรวมทั้งหมด  – ปันผลจ่ายทั้งหมด (ของผมใช้ตั้งแต่ปี 39)  เป็นเงินกำไรสะสมที่ไม่จ่ายออกมา

เอามาเทียบกับ market cap ที่เพิ่มขึ้น ประมาณแสนล้านบาท ณ ปี 39 market cap เพียง 700 ล้านเท่านั้นเอง

ดังนั้นหมายความว่ากำไรรวมที่บริษัท retain ไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท สร้าง market value ได้ แสนล้านบาท (Market cap เมื่อสิ้นปี 57 113,661.69 ล้านบาท)

นั่นคือทุก 1 บาทที่บริษัทไม่จ่ายปันผล มันกลายเป็น market value 10 บาท ในเวลา 18 ปีครับ

ประมาณ r = ( FV / PV )1/n – 1 =  สร้างผลตอบแทน 13.64% ทบต้น!

นี่ยังไม่รวมผลตอบแทนปันผลที่จ่ายออกมาอีกต่างหากนะครับ

ตัวเลข 13.64% หมายความว่าในส่วนที่บริษัทไม่จ่ายปันผลสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น (เป็น market value หรือราคาหุ้น) 13.64% ทบต้นเป็ฯระยะเวลา 18 ปี แสดงว่าเราถือไว้เฉยๆ ได้ผลตอบแทน 13.64% ทบต้น ถ้าเราขายหุ้นจะไปซื้อตัวอื่นต้องทำให้ได้ 13.64% ทบต้น (ย้ำนะครับทบต้น) ถึงจะดีกว่าถือตัวนี้ไว้เฉยๆ เป็นเวลา 18 ปีครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่เป็นการคิดย้อนหลังนะครับ อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และผมก็จะไม่เดาละครับ

หมายเหตุ: ทั้งนี้ผมไม่ได้ adjust จำนวนหุ้นเพิ่มลด อะไรทั้งสิ้นนะครับ ท่านผู้อ่านที่ช่างสังเกต (และขยันกว่าผม) สามารถลองคำนวณมูลค่าที่แท้จริงได้ จริงๆ ควรทำนะครับ แต่ผมขี้เกียจ (ฮา) เพราะทำให้เห็นภาพเฉยๆ ว่าการคิดในแง่นี้มีอยู่

คงพอเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมผมถึงเรียกบริษัทว่า super hospital

ที่นี้เรามาดูว่าในราคาปัจจุบัน BH ถือว่าแพงหรือเปล่านะครับ เรามาดูกำไรย้อนหลัง 5 ปีกันหน่อย เทียบกับอัตราเติบโต ห้าปี

ผมใช้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้นะครับ

52 1,733.73

53 1,868.96 +135.23 (7.79%)

54 2,200.92 +331.96 (17.76%)

55 3,504.68(2714.86) +1303.76 (59.23%) Adjusted +513.94 (23.35%)

56 3,294.06 -210.62 (-6%) Adjusted +579.2 (21.33%)

57 3,606.28 +312.22 (+9%)

จะเห็นว่าในปี 55 กำไรค่อนข้างโดด นั่นคือมีการขายหุ้นบริษัทย่อยและทำการ book กำไรพิเศษจำนวน 789.82 ล้านบาท นั่นเองครับ เมื่อทำการปรับปรุงออก จะเห็นว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน

ผมทำการหาค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตห้าปี (7.79 + 17.76 + 23.35 + 21.33 + 9) อัตราเติบโตเฉลี่ย 15.846% ตีคร่าวๆ  15% ครับ

แล้วเราทำการเอาตัวเลขนี้มาหา intrinsic value ของกิจการกัน

intrinsic value หรือมูลค่าที่แท้จริงของกิจการคือ จำนวนเงินสดที่กิจการจะสามารถสร้างได้ทั้งหมดตลอดอายุของกิจการ แต่เราคงไม่สามารถหาได้ทั้งหมด เราจะใช้สูตร 15 ปี คือ กำไรรวมทั้งหมดของกิจการ 15 ปีกัน โดย

ผมบอกว่ากำไรจะเติบโตด้วยอัตรา 15% เป็นเวลา 10 ปี หลังจากนั้นบริษัทจะโตน้อยลอง เหลือ 10% ในระยะ 5 ปีถัดจากนั้น ผมก็จะได้แล้วว่า (ใส่สูตร excel)

06

รูปที่ 06

ใน price min ผมตีว่า p/e เหลือ 20 ในขณะ max อยู่ที่ p/e 45 (ปัจจุบัน 46.78) จะเห็นว่าหากมีการ correction ขึ้นมา กล่าวคือ p/e ลดลงไประดับ 20 เมื่อไหร่ ราคาจะร่วงลงไปถึง 86.4 เลยก็เป็นได้ (ในกรณีแย่สุดๆ) ในขณะราคาปัจจุบัน 213 บาท ครับ แต่ถ้าจะถือไว้ยาวๆ (มากๆ) ในปีท้ายๆ จะเห็นว่าราคาขึ้นไป แม้ว่า p/e จะ 20 ก็จะยืนเหนือ 213 บาท ได้ในปีที่ 8 ดังนั้นหากเข้าถือตอนนี้ ถ้า p/e ปรับลดมาเหลือ 20 ต้องถือให้ได้ 8 ปีครับ ดังนั้นผมสรุปง่ายๆ ว่าราคา ณ ตอนนี้ ออกจะแพงไป หากเกิด market correction ขึ้นมาครับ

แม้ว่า BH จะเป็น wonderful business แต่ไม่ค่อย fair price สักเท่าไหร่ครับ

อนึ่งวิธีการคิดแบบนี้ คิดว่าเติบโตเฉลี่ย 15% เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งความยาวขนาดนั้นอาจเกิดข้อผิดพลาดอะไรก็ได้ครับ ถือว่าราคาปัจจุบันไม่ค่อยมี margin of safety เท่าไหร่นัก (แพงไป)

ขอย้ำนะครับว่าวิธีการคิดแบบนี้ ใช้ได้กับธุรกิจที่มีการทำกำไรที่แน่นอน คาดเดาได้เป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ใช่ใช้ได้กับธุรกิจนะครับ (ย้ำตัวโตๆ)

My Take

Neutral

BH เป็น super stock ที่เป็น wonderful business เลยครับ แต่จากการคำนวณเด็กประถมของผมคิดว่าราคานี้ยังแพงเกินไปอยู่ครับ ซึ่งใครที่สามารถเก็บตัวนี้ได้ในช่วงเวลาที่ถูกอยู่ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น BH และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ

เจาะลึก เถ้าแก้น้อย TKN สาหร่ายพันล้าน!

สวัสดีครับ วันนี้มาเปลี่ยนบรรยากาศดูหุ้น IPO กันบ้าง (เกาะกระแส) กับหุ้น TKN สาหร่ายเถ้าแก่น้อย

ออกตัวก่อนครับ โดยส่วนตัวไม่ชอบหุ้น IPO เพราะยึดหลัก Warren Buffett อย่างเคร่งครัด (ข้อมูลน้อยเกินกว่าจะตัดสินใจครับ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยความชอบสาหร่ายของเถ้าแก่น้อย (อร่อย) ส่วนตัว ขอลองมาดูกันสักตั้งครับ

First Look

01

รูปที่ 01

จุดแรกเลยกับ ROE ที่ถือว่าสูงพอสมควรครับ แต่อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็สูงสักเล็กน้อย

02

รูปที่ 02

มาดูสัดส่วนรายได้กันนิดหนึ่ง แบ่งเป็น

สาหร่ายทอด ย่าง เทมปุระ อบ

และอื่นๆ

โดยส่าหร่ายทอดน่าจะเป็นสินค้า original มีสัดส่วนรายได้สูงสุดคือ 65.28% ในปี 57

ย่าง 24.5%

เทมปุระ 3.71%

อบ 1.73%

อื่นๆ รวมกันประมาณ 5% นิดๆ

ถ้าลองมาดูตามรูปที่ 2 จะเห็นว่ารายได้ของสาหร่าทอดลดลงมาก แต่สาหร่ายย่างเพิ่มขึ้น ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการ cannabalize กันเองหรือเปล่า (แย่งตลาดกันเอง) หรือเกิดจากคู่แข่ง แต่ไลน์ผลิตสาหร่ายย่างขายดีขึ้น อันนี้แตกต่างกันพอสมควรนะครับ

ถ้า cannibalize กันเองเนี่ยแสดงว่ายอดขายบริษัทยังแข็งแกร่งเพียงแต่ว่าแตกไลน์เพื่อเพิ่มความหลากหลาย

แต่หากเกิดจากคู่แข่งหมายความว่าฐานะเบอร์ 1 สั่นคลอนพอสมควรครับเพราะยอดตกไปเป็นร้อยล้านบาท  แต่ถือว่าการเพิ่มผลิตภัณฑ์เป็นการตอบโจทย์คู่แข่งพอสมควร

ผมเดาว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะยอดรวมปี 57 ตกลงจากปี 56 ครับ ถือว่าบริษัทปรับตัวได้ดี แต่คิดว่าไม่ยั่งยืนเท่าไหร่เพราะสินค้าเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบง่ายอยู่แล้ว คู่แข่งอาจจะตามทันแม้ว่าอาจจะช้าสักหน่อย

ซึ่งจุดนี้บริษัทก็ระบุในหนังสือชี้ชวนชัดเจนว่าการแข่งขันสูง barrier to entry ค่อนข้างต่ำเพราะการผลิตไม่ซับซ้อน และการผลิตใช้แรงงานเป็นหลัก ยิ่งโดนผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำเข้าไปอีก การตั้งโรงงานลงทุนไม่เยอะ และบริษัทเป็น first mover คือผู้เข้าตลาดก่อน อาจจะโดน last mover อัดเอาได้ง่ายๆ เพราะ ไม่ต้องลองตลาดก่อน ก๊อปปี paste แบบดื้อๆ ได้ครับ

พูดถึงแข่งขันสูงให้เห็นภาพเป็นตัวเลขหน่อยแล้วกันครับ นั่นคือ Operating Margin (กำไรจากการดำเนินงาน) อยู่ที่ 5.04% (2555) 6.61% (2556) และ 9.02% (2557) 58 ไม่นับเพราะแต่งตัวเข้าตลาดครับ (12.6%) จะเห็นว่า margin บางเฉียบ หากเป็นธุรกิจผูกขาดที่แข็งๆ แล้วละก็จะเห็นตัวเลข margin สองหลักสบายๆ ติดต่อกันหลายๆ ปีครับ

Margin คือ ส่วนต่างกำไรกับทุนครับ คิดง่ายๆ  ขาย 100 บาท margin 6.61% ต้นทุน (รวมค่าแรง) จะอยู่ที่ 100-6.61 = 93.39 บาทครับ

03

รูปที่ 03

ในรูปทรัพย์สินต่อหนี้สินไม่เยอะ และจุดสำคัญคือ หนี้สินเป็นเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้นค่อนข้างเยอะ ในขณะเดียวกันทรัพย์สินเป็นลูกหนี้การค้าค่อนข้างเยอะ โดยในปี 57 มีเงินกู้ยืมระยะสั้น 290.16 ล้านบาท  เจ้าหนี้การค้า 450.79 ล้านบาท ส่วนลูกหนี้การ 68.08 ล้านบาท ของยอดขายปี 5

แปลไทยเป็นไทยก่อนครับ นั่นหมายความว่า (ประมาณด้วยสายตา)

บริษัทกู้ระยะสั้นมาเพื่อเป็นเงินทุน

บริษัทไปซื้อวัตถุดิบต้องจ่ายเจ้าหนี้การค้า แต่ต๊ะไว้ก่อน พวกค่าขนส่ง วัตถุดิบอะไรพวกนี้ (เจ้าหนี้การค้า)

แต่บริษัทยังเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ (ลูกหนี้การค้า) เยอะพอสมควร

อ่านมาตรงนี้สะดุดนิดหนึ่งครับกับผลตอบแทนผู้บริหาร ปี 57 ผู้บริหาร 6 คนค่าตอบแทน 24 ล้านบาท คิดว่าเยอะไปนิดหนึ่งกับบริษัทยอดขายระดับนี้ครับ เหมือนจะเคยอ่านเจอผลตอบแทนผู้บริหารตัวเลขใกล้ๆ กันแต่บริษัท แต่ scale ต่างกันค่อนข้างเยอะ จริงๆ อาจจะถือว่าคิดเล็กคิดน้อยไปถ้าบริษัททำรายได้หลักพันล้านการเอาผลตอบแทนระดับนี้อาจถือว่าไม่เยอะ แต่กับตัวเลขกำไรสุทธิประมาณ 200-300 ล้านบาท ก็คิดเป็นเงินเดือนผู้บริหารประมาณ 10% ได้ อันนี้นานาจิตตังครับ สำหรับผมการที่ผู้บริหารมีเงินเดือนเยอะไปนั้นหมายความว่าผู้บริหารอยากจะเอาเงินออกจากบริษัทมากกว่าให้มันอยู่ในบริษัทเอาไว้ใช้ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนครับ

ดูกันไปเยอะมาดูจุดดีกันบ้างครับ

04

รูปที่ 4

โดยเถ้าแก่น้อย market share เป็นอันดับหนึ่ง อยู่ที่ประมาณ 62%  ตามมาด้วย

มาชิตะ ของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น 14%

ซีลีโกะ ของ แคปิตอล เทรดดิ้ง จำกัด 7%

ตะวันแดง ของ บริษัท ทริปเป้ิล-เอ็มโปรดักส์ จํากัด 4%

ตี๋เล็ก ของ บริษัท ยูโรเปี้ยน สแนค ฟู้ด จํากัด  1%

โอโนริ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) 1%

คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคงเป็น มาชิตะ ที่หนุนหลังโดยสิงห์ซึ่งทุนน่าจะหนาต่างกันเยอะครับ แต่จะเห็นว่ามาชิตะนั่นขับเขี่ยวกันมาพอสมควร โดยมีบางปีที่ market share ของ เถ้าแก่น้อยตกไปต่ำกว่า 60% และมาชิตะขึ้นมา 20% กว่าๆ อยู่บ้าง (กราฟขึ้น) ซึ่งจุดนี้จะแสดงให้เห็นถึงความเจ๋งของผู้บริหารพอสมควรที่ยังคงสามารถรักษาฐานตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

market share คือส่วนแบ่งการตลาด ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ (หมายความว่าเราขายได้มากนั่นเอง)

ผลิตภัณฑ์สาหร่ายเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย ก็สามารถผลิตได้ ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันตามมาค่อนข้างมาก โดยจะเห็นว่าเจ้าใหญ่ลงมาเล่นค่อนข้างเยอะ ขออภัยที่ผมรู้จักแค่ สิงห์ กับ โออิชิ (ฮา)  เพราะเอาจริงๆ ถือว่าลงทุนไม่เยอะ ที่หนักเป็นค่าแรง ซึ่งนักลงทุนเจ้าใหญ่เขาลงได้อยู่แล้ว แต่เถ้าแก่น้อยจะได้เปรียบตรงเป็น first mover คือเจ้าแรกที่ทำตลาด ทำให้คนที่กินสาหร่ายส่วนใหญ๋เป็นลูกค้าเถ้าแก่น้อยทั้งนั้นครับ

ซึ่งถ้าสรุปภาพรวมธุรกิจที่ไม่มี differentiate หรือความแตกต่างของสินค้าเท่าใดนัก ก็ต้องแข่งกันที่ราคา เป็นหลักใครทำต้นทุนได้ถูกกว่า คนนั้นชนะ ซึ่งอันนี้ต้องวัดกันที่ความเก่งของผู้บริหาร หรือถ้าจะไม่แข่งที่ราคาต้องแข่งแบรนด์ ซึ่งเถ้าแก่น้อยยังคงได้เปรียบที่แบรนด์ติดตลาดแล้วครับ

ทั้งนี้ผมให้คะแนนความเก่งของผู้บริหารนะ ดูอย่างการที่เถ้าแก่น้อยตั้งร้านเองเพื่อขายสินค้า แต่ก็ปิดไปหลายสาขาที่ไม่กำไรด้วยความเร็ว คือเน้นลงทุนแบบลุย ผิดพลาดแล้วปรับตัว ไม่ใช่ปล่อยให้สาขาที่ไม่ทำกำไรกัดกินรายได้จากบริษัทไปครับ และการที่บริษัทยังต่อสู้กับเจ้าใหญ่ได้ ถือว่าผุ้บริหารไม่ธรรมดา

อ่อ อันนี้ส่วนตัวผมว่าสาหร่ายของมาชิตะไม่ค่อยอร่อย สู้เถ้าแก่น้อยไม่ได้แฮะ (แต่ถูก)

05 06

รูปที่ 5-6

อีกจุดหนึ่งคือการส่งออก บริษัทส่งออกไปจีนได้ค่อนข้างเยอะ อินโดนั้นลดลง เพราะคาดว่าจะโดนก๊อปปี้ ซึ่งอันนี้คิดว่าหลายคนคงเป็นห่วงเหมือนกันว่าจะโดนจีนก๊อป แต่จีนเป็นตลาดที่ใหญ่มากหากสามารถเจาะได้จริงๆ อาจจะโตแบบก้าวกระโดดได้ครับ แต่บริษัทให้วิธีตั้งตัวแทนขายไม่ได้ไปผลิตในประเทศนั้นๆ สิทธิ์โดนก๊อปก็ค่อนข้างสูงครับ

My Take

Neutral

ออกตัวว่าไม่ใช่แนว IPO ครับ เพราะข้อมูลต้องศึกษากันยาวๆ ข้อมูลมีให้ดูแค่ประมาณ 3 ปี ผมว่าน้อยไปนิด กับการที่อยู่ในธุรกิจที่ผู้บริหารต้องเก่ง และต้องแข่งขันสูงนี่ลำบากพอควร แต่ถ้าใครที่อยากจะลงทุนก็ถือว่าต้องวัดกันที่ผู้บริหารชุดนี้จะพาบริษัทไปในระดับโลกได้จริงหรือเปล่า

คิดว่าการที่เถ้าแก่น้อยจะยั่งยืนได้ต้องเน้นที่แบรนด์ ให้กลายเป็น โค้ก สำหรับน้ำอัดลมให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูในระยะยาวครับ เคยฟังประวัติแล้วผมว่าเป็นคนที่กล้าลงทุน กล้าผิด และปรับตัวเร็ว ถือว่าไม่ธรรมดา

สำหรับตัวผมขอให้เวลาเถ้าแก่น้อยพิสูจน์ตัวเองก่อนสักระยะครับ

Disclaimer:

ผมไม่ได้สิทธิ์จอง IP​O ครับ และไม่คิดจะเข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ (หรืออีกหลายปี)
มี Page Facebook แล้วนะครับ

https://www.facebook.com/finmoment

เจาะลึก BTS รถไฟฟ้ามหานคร!

สวัสดีครับท่านผู้ชมหลังจากที่ผมได้ทำการวิเคราะห์ BMCL ไป ผมก็คิดว่าน่าจะดูตัวนี้ควบคู่ไปด้วยคือ BTS รถไฟฟ้านั่นเองครับ

ซึ่งก็ต้องบอกว่า BMCL นั้นมีแผนที่จะไปควบรวมกิจการกับ BECL เพื่อเสริมทัพความแข็งแกร่งในการลงทุน ในขณะเดียวกัน BTS ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน จะเป็นอย่างไรเรามาดูกันครับ

ใครที่ยังไม่ได้อ่านลองไปอ่านดูครับ BMCL + BECL Series:

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน Part 2!

 

 

First Look

01

จะเห็นว่า P/E อยู่ที่ 20 นิดๆ กับผลตอบแทนปันผลที่ 6% กว่าๆ ในขณะที่ P/B เพียงแค่ 2.31 เท่านั้นเอง เบื้องต้เดาว่าจะมาจากการที่ค่าเสื่อมลดลงมหาศาล และการขายเข้ากองทุน BTSGIF ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมพบก็คือว่า BTS นั้นไม่ใช้บริษัททำรถไฟฟ้า (อย่างเดียว) เสียแล้ว มันคือบริษัท holding ที่มีธุรกิจหลายแขนง หลัก ๆ คือ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสื่อโฆษณา รถไฟฟ้า และธุรกิจบริการ

โดยลองมาดูสัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจในไตรมาสล่าสุด

02

จะเห็นว่าสัดส่วน โฆษณา ขนส่ง และ อสังหา+ บริการนั้น เป็นสัดส่วนพอๆ กันคือหนึ่งในสามครับ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ถือหุ้น BTS ควรดูก็คือ กิจการรถไฟฟ้าซึ่งรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ใน BTSGIF โฆษณา หรือ VGI ที่บริษัทฯถือหุ้นใหญ่อยู่ และ อสังหาริมทรัพย์+บริการที่ล่าสุดมีข่าวจับมือกับ SIRI ครับ

มาว่ากันที่ VGI ก่อนครับเพราะอัตราสัดส่วนรายได้นั้น หลังจากโอนสิทธิ์รายได้ให้ BTSGIF แล้วเพิ่มขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญในการทำกำไรของ BTS เลยครับ ก่อนอื่นเลยคือ VGI ถือว่ามีความสามารถทำกำไรได้สูงมากๆ แต่ล่าสุดพึ่งเลิกสัญญากับ Big C ทำให้สูญเสียรายได้ไปค่อนข้างเยอะ แต่ถือว่าบริษัทก็ปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วโดยรุกไปในตึก Office แทน ซึ่งถือว่ามองวิกฤตเป็นโอกาสคงพอจะได้ ธุรกิจสื่อนอกอาคารผมมองว่าอนาคตน่าจะแข่งขันสูงแน่ๆ เพราะเห็น margin เยอะขนาดนี้ แต่คิดว่า VGI คงยังดูดีต่อไปในเมื่อสามารถยึดพื้นที่ที่สำคัญมาก ๆ อย่างบนรถไฟฟ้า BTS ได้ (แน่นอนก็ BTS ถือหุ้นใหญ่) ในระยะยาวแล้วหาก BTS ยังหนุนหลังอยู่คาดว่ารายได้จะค่อนข้างแน่นอนเพราะผมคิดว่าพื้นที่รถไฟฟ้าเป็นพื้นที่ทำเลทองที่ผู้ลงโฆษณาต้องอยากมาลงแน่ๆ แต่ในพื้นที่อื่นคาดว่าจะต้องแข่งขันกันเลือดสาดแน่นอน ไว้ผมจะรับใช้วิเคราะห์ VGI เพิ่มเติมในภายหลังนะครับ พอเห็นตัวเลข margin แล้วน่าสนใจขึ้นมาเลยทีเดียว

03

ตามรูปครับอัตรากำไรขั้นต้นนี่น่าตั้งบริษัทมาแข่งมาก ถ้าใครที่ติดตามงบของ BECL ก็มีการตั้งบริษัทลูกเพื่อขายโฆษณาในรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนกันครับ (กำไรดีพอสมควรเลย) และจากการยกเลิกกับ Modern Trade น่าจะทำให้เหล่าห้างสรรพสินค้าและ modern trade ตื่นตัวกับสื่อโฆษณาช่องทางนี้ว่าเป็นอีกช่องทางทำเงิน และการที่ VGI จะเข้าไปคงจะยากขึ้นในอนาคต

04

กลับมาดูรถไฟฟ้ามาหานะเธอบ้าง ท่านผู้อ่านที่ติดตามงบอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่ารายได้แข็งแกร่งมาก ๆ กล่าวคือรายได้ปีนี้เพิ่มจากปีที่แล้วค่อนข้างเยอะ ปีที่แล้วมีกฎอัยการศึกทำให้คนใช้งานลดลง ประกอบกับปีนี้เพิ่มเที่ยวเพิ่มคนเพิ่มราคาประกอบกันครับ ตามรูปด้านบนครับ

สิ่งที่ถ้าจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ BTSGIF ครับ โดยหลักการคือเป็นการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กองทุน แล้วกองทุนทำการขายหุ้นในตลาดหุ้น โดย BTS จะเป็นคนบริหารจัดการให้ รายได้หลักหักค่าใช้จ่ายจะตกเป็นของกองทุน BTSGIF ทีนี้มีข้อแม้อยู่ว่า BTS จะต้องซื้อหุ้นกองทุน 33% ดังนั้น รายได้ที่เข้าจริงๆ จะประมาณ 1/3 ของปันผลทั้งหมด อีก 2/3 จะปันผลให้ผู้ถือกองทุนครับ ข้อดีคือทำให้ BTS มีเงินสดจำนวนมหาศาลมาใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมแลกกับรายได้ที่ลดลงครับ แต่ถ้าท่านผู้อ่านที่สังเกตดีๆ จะเห็นว่าเงินสดลดลงจากต้นปีค่อนข้างเยอะคือจาก 10,322.45 ล้านบาทเหลือ 1,499.58  ล้านบาท เพราะบริษัทได้มีการจ่ายปันผล 3546.6 ล้านบาท น่าจะเป็นที่มาของ yield 6% ชำระเงินกู้ 1,468.9 ล้านบาท และลงทุนในบริษัทย่อยสุทธิ 1,543.2 ล้านบาท

เอาละครับมาดูอสังหาฯ กันบ้าง ตัวนี้แหละที่ผมเป็นกังวล เพราะผมเองก็เป็นกังวลกับฟองสบู่อสังหาฯ มาสักระยะแล้ว หลังจากที่เห็นหลายๆ เจ้ามาลดแลกแจกแถมกันหลายโครงการ กำลังซื้อน่าจะลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นลด่าโอนจากรัฐบาลก็เถอะ และบริษัทก็ลงทุนเพิ่มร่วมกับ SIRI อีกราวกับจะ double down ซึ่งน่ากลัวว่าไม่รู้ว่าจะนั่งทับระเบิดอยุ่หรือเปล่านะครับ ซึ่งโครงการที่ผ่านมาก็เห็นว่าสามารถขายได้ 100% และเริ่มทะยอยโอนก็ตามครับ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่อาจจะทำให้มันยังคงขายได้ต่อไปก็คือทำเลรถไฟฟ้าครับ เพราะการที่บริษัทลงทุนในพื้นที่ที่ติดรถไฟฟ้า (ภายใน 500 เมตร) เป็นจุดขายที่สำคัญที่แตกต่างกับผู้เล่นรายอื่นๆ อย่างสำคัญมากครับ อย่างไรก็ตามผมเป็นพวกขี้กลัวและไม่สันทัดในอสังหาริมทรัพย์ โดยฟองสบู่หากแตกขึ้นมาเงินลงทุนมันจะสลายไปในพริบตาครับ

05

ว่าเข้าไปนั่น แต่ฐานะทางการเงินของบริษัทถือว่าแข็งแกร่งมาก ๆ ครับ โดนมีทรัพย์สินหมุนเวียนสูงกว่าหนี้สิ้นมาก ๆ ครับและจากการไปแกะ บริษัทลูก ๆ มาก็ไม่มีอะไรที่จะ break company ได้โดยง่าย (หากตกหล่นขออภัยนะครับ)

มีจุดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ในงบการเงินคือรายการที่ขายกิจการ แบบแลกหุ้นกับ U city ผมว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แต่อันนี้ค่อนข้างเหนือความรู้ความสามารถผมพอสมควรครับ เดี๋ยวไว้จะอ่านงบ U city เพื่อรับใช้ในโอกาสหน้าแล้วกันครับ อ้อ U หรือนั่นก็คือ NPARK ในตำนานนั่นเอง (ฮา)

อีกจุดคือในคำอธิบายของฝ่ายจัดการที่โยกเงินลงทุนชั่วคราวไปลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน (money market funds) อันนี้ไปดูหมายเหตุประกอบงบกลับลงไว้เป็นกองทุนตราสารหนี้ ใครพอทราบว่ามันคืออะไรบอกเล่ากันบ้างก็ดีครับ ถ้าตราสารหนี้ก็ถือว่าไม่เสียง แต่ถ้าไปลงในตลาดเงินล่ะนั่นอีกเรื่องเลยครับ (หรือว่าจะเป็นตราสารหนี้ของตลาดเงิน?) เพราะหากมันเป็นตลาดเงิน (อย่างที่ผมเข้าใจ)ว่าเป็นการเก็งกำไรค่าเงินก็ต้องระวัง หากเกิดลอยค่าเงินหรือโดนโจมตีค่าเงินอีกจะยุ่ง ผมตื่นตระหนกไปไหมเนี่ย?

อ้อ บริษัทลงทุนในใบสำคัญสิทธิอนุพันธ์ (เข้าใจว่า derivative warrant) สูงถึง 129.983 ล้านบาท เลยครับ อันนี้ไม่ชอบเป็นการส่วนตัวเพราะ blow up ทีคือเงินหายไปเลย

สุดท้ายนี้ คงจะไม่พูดถึงคงไม่ได้คือความสามารถในการชำระดอกเบี้ยครับ โดยงบการเงินไตรมาส 2 อยู่ที่ 10.17 เท่า ถือว่าสูงมาก ๆ (แปลง่ายๆ กำไรงวดเดียวพอจ่ายดอกเบี้ยสิบงวด) ทั้งนี้เอาไว้เทียบกับกิจการอื่นๆ ในประเภทเดียวครับ (อะแฮ่ม BMCL)

ถ้าว่ากันตรงๆ แล้วบริษัทก็เคย bust หรือเจ๊งมาก่อน ช่วง 40 แล้วเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ อันนี้ไม่ได้ไปไล่ตามอ่านว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่มีหนี้สินบางตัวที่อาจจะต้องรับภาระ แต่ไม่น่ากระเทือนทรัพย์สินของบริษัทเท่าใดนักขอข้ามไปนะครับ (ใครอยากให้ไปขุดมาก็บอกได้ครับ)

My Take

Neutral

ถ้าหากบริษัทไม่ได้เข้าไปเล่นอสังหาฯแบบ aggressive ขนาดนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียวครับ เพราะถือธุรกิจทำเงินไว้ถึงสองตัวคือรถไฟฟ้า และ VGI แต่การที่มีการแลกหุ้นกับ U และลงทุนร่วมกับ SIRI นั้นเกิดความรู้ผมไปนิด ประกอบกับความคิดที่ว่าอสังหาฯ นั้นเริ่มจะ down การที่บริษัทลงทุนอย่างหนักดูจะน่าเป็นห่วงสักหน่อย ซึ่งอาจเป็นเรื่องดีก็ได้เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าทำเลติดรถไฟฟ้านั้นทำเลทอง ใครที่เชี่ยวชาญอสังหาฯอาจจะสามารถคาดเดาได้ แต่สำหรับผมไม่อาจคาดเดาผลที่เกิดในอนาคตได้โดยง่ายครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น BTS และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ

 

มี page facebook แล้วจ้า:

https://www.facebook.com/finmoment/

เจาะลึก BMCL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน Part 2!

มาต่อกันครับ ใครยังไม่ได้อ่าน Part 1 ที่ผมวิเคราะห์ BECL สามารถไปอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ:

เจาะลึก BECL มหากาพย์ควบรวมกิจการรถไฟฟ้า+ทางด่วน!

คราวนี้เรามาดูอีกบริษัทหนึ่งที่จะมาควบรวมกัน คือ BMCL ว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ

First Look

01

กับ P/E ที่ N.A. นั่นคือยังไม่มีกำไร ขาดทุนอยู่ครับ รวมทั้งขาดทุนสะสมยังมีอยู่มาก อีกทั้ง P/B ยังสูงไปถึง 5.13 อีกต่างหาก

02

จะเห็นว่าบริษัทมีขาดทุนสะสมลดลงปริมาณจำนวนมาก นั่นเกิดจากบริษัทลดทุนจดทะเบียนจาก 1 บาท ไปเป็น 0.37 บาท ทำให้ขาดทุนสะสมหายไปนั่นเอง ถามว่าดีไม่ ไม่ดีเลยครับในฐานะผู้ถือหุ้นเพราะทุนลดลง แต่บางคนอาจจะมองว่าดีก็ได้คือบริษัทจะมีกำไรได้เร็วขึ้นจ่ายปันผลได้เร็วขึ้น etc.

03

มาดูงบกำไรขาดทุนกันบ้างก็พบว่าใน Q3 บริษัทขาดทุนไปถึงสี่ร้อยกว่าล้านบาท หลักๆ จะเห็นว่ามาจากค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายทางการเงินเป็นหลัก (ดอกเบี้ยเงินกู้) ซึ่งบางคนอาจจะมอง EBITDA แล้วว่ากำไร แต่ค่าเสื่อมเป็นอะไรที่ต้องคำนวณครับ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับ asset อย่างการทำรถไฟฟ้า จะต้องคิดค่าเสื่อมให้ถูกต้องบริษัทถึงจะอยู่ในธุรกิจได้ในระยะยาว แล้วอย่างที่เคยดูไปใน BECL เรามาดู Operating Profit ต่อ อัตราดอกเบี้ยกันหน่อย

บริษัทมีรายได้รวม  2,148 ล้านบาท

บริษัทมีค่าใช้จ่าย รวมตัดจำหน่ายค่าสัมปทานรวม 2,025 ล้านบาท

มี Operating Profit = 2,148 – 2,025 = 123 ล้านบาท

มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 341 ล้านบาท

จับอัตราส่วน Operating Profit / ดอกเบี้ย = 0.36

เรียกว่า Operating Profit ยังไม่ cover ดอกเบี้ยเลยครับ อันนี้หากออกหุ้นกู้มาผู้ซื้อโปรดใช้วิจารณญาณ

04

05

แวะมาดูสัญญาสัมปทานนิดหนึ่ง จะเห็นว่าเงินที่ต้องจ่าย รฟม. ทั้งสิ้น 43,567 ล้านบาท  และยังต้องมีแบ่งจ่ายจากรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์อีกด้วยครับ

ความเสี่ยง

เรื่องแรกที่เห็นเด่นชัดน่าจะเป็นการก่อสร้างตามสัญญารถไฟฟ้าสายสีม่วงว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ อีกจุดหนึ่งที่ต้องดูคือค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบรถไฟฟ้าเป็นยูโร ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการผันผวนของค่าเงินอยู่ สำหรับตัวผมเองหลังจากอ่านที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัททำการ forecast รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว ออกมาค่อนข้างจะสวยหรูพอสมควร ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะออกมาดูดีขนาดนั้น เพราะพื้นที่สายสีม่วงนั้นคนขึ้นรถไฟฟ้า น่าจะน้อยกว่าพื้นที่สายสีน้ำเงินซึ่งเป็นตัวเมือง รายได้ไม่น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดนขนาดนั้น สามารถไปโหลดอ่านได้นะครับตาม link นี้:

http://www.set.or.th/set/pdfnews.do?newsId=14265469291481&sequence=2015022526

ค่อนข้างยาวพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น forecast หรือเดา  รายได้ในอนาคตซึ่งควรจะต้องฟังหูไว้หูเป็นหลักครับ

My Take on BMCL

ถ้าวัดกันตามหลัก Ben Graham ที่พูดไว้ใน security analysis แล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็น water stock หรือหุ้นหนี้เยอะ และไม่ทำกำไร ต้องเพิ่มทุน pp ลดทุน ล้างหนี้กันมโหฬารบาทตะไท และล่าสุดกำไรก็ยังไม่ครอบคลุมดอกเบี้ยอีกซึ่งผมมองว่าหนัก แต่ water stock เองก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นหุ้นที่ดีมีคุณค่าได้นะครับ หากสามารถขยายกิจการจนโตมากพอที่จะชำระหนี้ได้ (หรือกำไรเป็นหลายเท่าของดอกเบี้ย อย่างกรณี BECL) สำหรับ defensive investor ขอไม่แนะนำเลยครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัท BMCL จะไปควบรวม BECL ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่ามาก (มากๆๆ) นั่นก็ขึ้นอยู่กับอนาคตหลังควบรวมว่าจะเกิดอะไรขึ้น

บทสรุป BECL + BMCL

โดยทั่วไปแล้วการควบรวมนั้นให้ผลเสียมากกว่าผลดี ยิ่งการควบรวมกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันเลยอย่างทางด่วนและรถไฟฟ้า ทั้งสองอย่างความเชี่ยวชาญในเชิงธุรกิจนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกัน และนโยบายการควบรวมที่ไม่ปลดพนักงานออก ทำให้ไม่มีส่วนร่วมกันที่จะมาใช้ทรัพยากรร่วมกันแล้วเกิดการลดต้นทุนจากการรวมกิจการอีก ไหนจะต้องมีค่าธรรมเนียมของธนาคาร (จากการควบรวม) จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าพูดในข้อดีแล้วผู้บริหารอาจจะนำกระแสเงินสดที่ได้จากทางด่วนซึ่งมีจำนวนมาก และค่อนข้างแน่นอนมาลงทุนใน BMCL เพื่อขยายกิจการรถไฟฟ้า แต่แน่นอนครับกระแสเงินสดนั้นที่แปรออกมาเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้นคงจะลดลงอย่างแน่นอน ในแง่ของธุรกิจอาจจะดีแต่ในแง่ของผู้ถือหุ้นคงต้องรอกันยาวแน่นอน

ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์หลัก ๆ อาจจะเป็น CK ซึ่งน่าจะได้สัญญารับเหมาจากบริษัทเกิดใหม่จำนวนมหาศาลเพราะถือสัมปทานของทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า (จริงๆ ก็ได้ไปแล้วแหละ)

อาจจะมีคนอ่านรายงานของที่ปรึกษาทางการเงิน แล้วที่ปรึกษาอิสระของทั้งสองบริษัทให้ความเห็นตรงกันกับการควบรวม อันนี้ต้องขอยกแนวคิดของ Warren Buffett มาก่อนเลยว่า incentive หรือผลประโยชน์ของที่ปรึกษานั้นย่อมจะต้องการให้เกิดการควบรวมเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะได้เปอร์เซ็นต์นั่นเอง (หรือเป็นค่าจ้างที่ปรึกษาที่ผู้บริหารจ้างมาให้ออกหัวก้อย) เข้าทำนองที่ว่าคนหนึ่งอยากทุบตี อีกคนหนึ่งอยากโดนทุบตี win-win

06

สุดท้ายนี้ผู้ถือหุ้นของ BECL และ BMCL จะได้รับจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ตามรูปด้านบนครับ โดยเศษหุ้นถ้าเกิน 0.5 ปัดขึ้น ถ้าน้อยกว่าปัดลง แล้วได้เป็นเงินสดแทน ซึ่งตอนนี้มูลค่าหุ้นจะแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่ประมาณการณ์กันไว้ทำให้เมื่อซื้อไปแล้วจัดสรรใหม่จะไ้ด้รับในสัดส่วนที่ยุติธรรม (ตามที่ปรึกษาคิด)

My take on Merger

Not Recommend

ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ดีที่จะรวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเข้าด้วยกันเพราะแทบไม่ได้ประโยชน์จากการรวม ผู้ถือหุ้นของ BECL ต้องมาแบกรับภาระขาดทุนของ BMCL ทำให้ปันผลที่เคยได้ต้องลดลงอย่างแน่นอน ส่วนผู้ถือหุ้นของ BMCL คงได้เฮเพราะคงจะพลิกกลับมากำไรและอาจจะได้ปันผลในปีหน้าเลย (ฮา) สำหรับผมเองแล้วถือว่าไม่เก่งพอที่จะคาดเดาอนาคตของการควบรวมนี้ได้ครับ ประกอบกับ BECL สัมปทานอีก 5 ปีหากต่อไม่ได้ และ รถไฟฟ้าไม่กำไรตามการเดาของที่ปรึกษางานจะเข้ากันถ้วนหน้าครับ ถอยดีกว่าครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้น BECL, BMCL, CK และจะไม่เข้าถือภายใน 72 ชั่วโมงครับ

Amateur Stock Analysis