Tag Archives: KBANK

เจาะลึก Bank Series (SCB, BBL, KBANK, KTB) หรือจะเป็นฟองสบู่เมืองไทย!

สวัสดีครับห่างหายกันไปนาน มาเริ่ม Bank Series ลองมาดูหุ้นทางฝั่งธนาคารกันบ้าง ขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการธนาคาร จะพยายามวิเคราะห์เท่าที่อ่านรู้เรื่องนะครับ ผิดพลาดขออภัย

First Look

เอาละครับเรามาเริ่มกันที่ Big 4 ก่อนดีกว่า อนึ่ง Big 4 ที่ผมเรียกเพราะว่า อยู่ใน SET50 นะครับ ธนาคารอื่นอย่าพึ่งน้ยอใจ

เรียงตาม Market Cap นะครับ ตามรูป

01
รูปที่ 01

*ราคาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558

Text Version

Symbol P/E P/B EPS Dividend Yield Price Market Cap

SCB 9.1 1.49 10.41 4.17% 127.5 432,797.33

KBANK 8.57 1.34 14.21 2.54% 157.5 376,938.48

BBL 8.63 0.86 13.88 4.08% 159.5 304,460.44

KTB 7.57 0.94 1.55 5.59% 16.1 225,014.59

จะเห็นว่า Bank นั้นราคาลดลงมาที่ P/E ต่ำกว่า 10 กันเลย และให้ปันผลในบางที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำเสียอีกครับ และที่สำคัญคือราคาต่ำกว่า Book Value ถึง 2 ธนาคาร คือ BBL กับ KTB ครับ เห็นอย่างนี้อย่าพึ่งแน่ใจนะครับว่า เอ เราเจอของถูกแล้ว จะถูกจะแพงของธนาคารนั้นคงต้องดูให้ลึกกว่านั้น เพราะถ้าหากธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อที่ซับซ้อน อาจจะมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างในก็ได้ เหมือนอย่างกรณี subprime ของอเมริกาที่ปล่อยซ้อนกันไปมา สุดท้ายพอล้มก็กลายเป็นโดมิโนครับ

SCB งบ 57

รายได้เพิ่มขึ้น 3.7% รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 11.1% ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเหลือ 37.5%

สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 6.5% เงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.4%

สินเชื่อด้อยคุณภาพ 2.11%

NPL = 58,251 ล้านบาท

มีสาขา 1,197 ATM 9,537 ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 109 แห่ง

ROA 2%

กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (รายใหญ่) เติบโตมาก

สินเชื่อบุคคลเติบโต 9.3%

รายได้ดอกเบี้ยบุคคลเพิ่มขึ้น 8%

NPL ของบุคคล 2.27%

Market Share 31% ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์

Market share เพิ่มจาก 3.51 -> 3.71% โบรคคงหนาวๆ  ร้อนๆ กันบ้างล่ะ

เป็นจุดหนึ่งที่น่าจะเติบโตได้เลย เพราะโบรคนั่นถ้าตลาดเทรดกันเยอะๆ นี่กำไรเยอะนะครับ

หลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์

สำหรับลูกค้ากองทุนรวม มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 20.8% จากปีก่อน ทรัพย์สิน 1 ล้านล้านบาท (ล้านสองที)

Market Share 20.8% ในธุรกิจกองทุนรวมถือเป็นอันดับ 2 ในตลาดครับ

ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต

อันนี้แอบเคืองนิดหนึ่งว่าซื้อหุ้นคืน ผมถือว่างบและผลประกอบการแข็งแกร่งสุด ๆ แต่สุดท้ายเมื่อเขาจะเอาคืนก็ต้องให้เขาไปครับ ขอแง้มไว้ว่าเป็นธุรกิจประกันที่ underwriting profit ค่อนข้างเยอะครับ แต่ถือไม่ได้ละ (งอนนน) จริงๆ ใครที่ไม่ได้ขายคืนมันจะออกจากตลาดไปเหมือนถือ private business นะครับ แต่ผมก็ไม่ได้เสี่ยงถือไว้ ใครถือไว้ผลประกอบการเป็นยังไงต่อมาเล่าให้กันฟังบ้างก็ดีครับ ซึ่งก่อนออกตลาดไปบริษัทใช้วิธีขายในสาขา Bank ทำให้ได้เปรียบ เพราะสาขาเยอะ และขายพ่วงสินค้าทางการเงินไปได้ลูกค้าบาน แต่ก่อนออกตลาดมีขู่ว่าจะถอนสิทธิ์ตรงนี้ก็ต้องถอยครับ แต่สุดท้ายก็ยังขายในธนาคารเหมือนเดิมครับ

disclaimer: ผมเคยถือ SCBLIF และขายคืนไปหมดแล้วครับ

02
รูปที่ 02

ไทยพาณิชย์ทำตารางเปรียบเทียบกับทั้งตลาดกับรายได้ของตัวเองไว้ด้วยครับ ขอ highlight หน่อยเถอะคือกำไรสุทธิของทุกธนาคารรวมกัน สองแสนล้านบาท ไทยพาณิชย์กดกำไรสุทธิไป ห้าหมื่นกว่าล้านบาทคิดเป็น 25.8% ของทั้งตลาดครับ (ในปี 57)

เท่าที่ดูสัดส่วนที่สำคัญที่น่าจะต้องจับตาดูสำหรับกลุ่ม Bank คือ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 44.7 ในขณะที่ SCB ทำได้ต่ำกว่า 40 ถือว่ายอดเยี่ยม

สินเชื่อต่อเงินฝาก 95.7% เพราะอัตราสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าเงินฝากพอควร

สินเชื่อที่อยู่อาศัยโตขึ้นในปี 57 ถึง 12.3% หรือว่าจะเป็นฟองสบู่?

ที่ต้องสังเกตคือธนาคารบังคับใช้หลักเกณฑ์ Basel III โดยให้มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำ 8.5% แต่ไทยพาณิชย์นั้นสูงถึง 16.3% ครับ (ดีกว่ามาตรฐาน)

โดย Basel III มีจุดประสงค์คือ

•improve the banking sector’s ability to absorb shocks arising from financial and economic stress, whatever the source

•improve risk management and governance

•strengthen banks’ transparency and disclosures.

หมายความว่าหากเกิด shock โลกเหมือน subprime ขึ้นมา Bank จะต้องรับได้ครับ (ข้อ 1)

แหล่งเงินทุน

เงินฝาก 70.2%

ผู้ถือหุ้น 10.6%

หนี้สินจากสัญญาประกันภัย 5.6%

กู้ยืมระหว่างธนาคาร 5.2%

กู้ยืมจากการออกตราสารหนี้ 4.2%

การใช้ไปของเงินทุน

สินเชื่อ 65.8%

ลงทุนในหลักทรัพย์ 18.6%

ให้กู้ระหว่างธนาคาร 10.8%

เงินสด ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 1.6%

โดยธนาคารกำหนดอัตราส่วนสภาพคล่องรายวันไว้ที่ 20% ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 6%

ขาดทุนจากการขายสินทรัพย์รอการขายเพิ่มขึ้น เพราะน่าจะมาจากผลกระทบภาษีรถคันแรก ยึดรถได้เยอะ ขาดทุนต่อคันเยอะ

แต่ถือว่า SCB ควบคุมต้นทุนได้ดีมากๆ โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเรื่อยๆ จาก 41.2% -> 38.3% -> 37.5% (57)

บริษัทฯ ให้สินเชื่อกลุ่มพลังงานทดแทนคิดเป็น 9% ของสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

มาดูล่าสุดในไตรมาส 3 โดน SSI ถูกจัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทำให้ต้องตั้งสำรองเพิ่มจำนวนมากจนกำไรสุทธิลดลง 32% ซึ่งมีการขายเงินลงทุนในตราสารทุนจำนวนมากน่าจะเพื่อมาหักลบกลบกัน

โดย SCB ให้สินเชื่อ 22 พันล้านบาท (สองหมื่นสองพันล้านบาท) ให้ SSI เพื่อซื้อโรงงานในอังกฤษ แต่เกิดใช้เวลานานกว่าที่คาดและเหล็กหดตัว ทำให้ชำระหนี้ไม่ได้ ถึงกับต้องตัดหนี้สูญ ซึ่งกดดันให้กำไร และรายได้ลดลงมาเยอะพอสมควร (ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงมาอย่างมาก) จริงๆ แล้วผลกระทบต่อรายได้จะต้องมากกว่านี้ด้วยซ้ำหาก SCB ไม่ได้ขายเงินลงทุนแล้ว book เป็นกำไรมาถัวเฉลี่ยอีก

ยังมีกรณี สจล. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่กระทบต่อชื่อเสียงของธนาคารอีกครับ อันนี้ no comment แล้วกัน

KBANK

ปี 57 มีสาขาทั้งสิ้น 1,124 สาขา

มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 0.98% net NPL = 15,494 ล้านบาท

Gross NPL = (47,434) ล้านบาท

KBANK ใช้คำว่า Efficiency Ratio อยู่ที่ 44.3% (อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ)

มาดูโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อ

03
รูปที่ 03

ไม่ได้ปล่อยภาคเกษตรเยอะสุดครับแต่เป็นพาณิชย์

กสิกรบังคับใช้หลักเกณฑ์ Basel III โดยให้มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำ 8.5% เหมือนกันครับ โดยมี 17.31% ครับ (ดีกว่า SCB นิดหน่อย)

KTB ปี 57

งงกับ NPL นิดหนึ่งเอาตัวเลขไปละกันครับ (71,024) ล้านบาท

Basel III 16.52%

สาขา 1,196 สาขา ATM 8,986

Cost to income ratio 46.24%

สิ่งที่ต้อง highlight นิดหนึ่งของ KTB คือปล่อยกู้ภาครัฐเยอะมาก คือ 28.32% ของสินเชื่อทั้งหมด ซึ่งภาครัฐนั้นจ่ายแน่นอน (แต่ช้าหรือเร็วอีกเรื่อง) เงินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจถึง 86.13% เรียกว่าไม่เสี่ยง

ถามว่าทำไมไม่เสี่ยงเพราะถ้าภาครัฐชักดาบ ประเทศจะเหลืออะไรละครับงานนี้

BBL ปี 57

Basel III 17.4% สำหรับกองทุนชั้นที่ 1

บริษัทให้สินเชื่อในสัดส่วน อุตสาหกรรมผลิตและเชิงพาณิชย์สูงสุดคือในไตรมาส 3 สูงถึง 44.6%

04
รูปที่ 04

มาดูไตรมาส 3 เทียบกันทั้ง 4 ธนาคารดีกว่า ผมสนใจที่สุดก็คือหนี้จะสูญ หรือ NPL นี่แหละใครเป็นอย่างไรกันบ้าง

05
รูปที่ 05

จะเห็นว่าของ SCB นั่นพุ่งสูงขึ้นมาแซง KTB เลยทีเดียวครับ ซึ่งเกิดจากหนี้ SSI นั่นเอง และคิดว่าอาจจะมีผลกระทบกำไร กับปันผลไปด้วย ในขณะที่ BBL กลับเป็นธนาคารที่ควบคุมตรง หนี้เผื่อจะสูญได้ดีกว่าเพื่อน (แถมยังขายต่ำกว่า book ด้วย)

ถามว่าทำไมผมถึงมอง NPL เป็นหลัก ถ้ามองธุรกิจธนาคารคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องทางทำรายได้หลัก ๆ ของธนาคารคือรับเงินฝากมา แล้วปล่อยสินเชื่อ (ปล่อยกู้) แล้วกินส่วนต่างดอกเบี้ย ดังนั้นหากมีคนชักดาบกันเยอะ ๆ กำไรย่อมต้องหดลง ธนาคารที่ดีจะต้องบริหารจัดการหนี้อย่างดี ต้องมีวินัยในการปล่อยกู้มาก ๆ และคนกู้ก็ต้องไม่เบี้ยว แม้ว่าธนาคารหลายๆ ที่จะมีรายไ้ด้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเข้ามาชดเชย อย่างเช่นการขายประกัน แต่จำนวนเงินที่เข้ามาช่วยก็ไม่ได้มากถึงขนาดรายได้ดอกเบี้ย กล่าวคือหากรายได้ดอกเบี้ยหายไป มันทดแทนก็อาจจะไม่พอ

My Take

Not Recommend

ซึ่งพอเห็นอย่างนี้แล้วก็ต้องถือว่าธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่นั่งทับความเสี่ยงจริงๆ ครับ คือหากไม่มีเหตุการณ์อะไรธนาคารจะนั่งกินส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกับสินเชื่อสบายๆ เติบโตเพิ่มทุกปีแบบเรื่อยๆ แต่พอมีการชักดาบกันเกิดขึ้นมันส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญมาก ๆ อย่างกรณี SSI เป็นต้น แล้วแต่ละธนาคารมีรายละเอียดที่เยอะมาก ๆ ไหนจะยังมีกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไหนจะโน่นนี่นั่น แล้วเมื่อไหร่จะเกิดการชักดาบกันขึ้นอีก เรียกได้ว่าเรื่องที่ต้องดูมีเยอะ แล้วหากเกิดวิกฤตขึ้นมาหุ้นธนาคารนี่แหละจะลงก่อนเพื่อน สำหรับคนที่มองแล้วว่าหุ้นธนาคารตอนนี้ undervalue แล้วมั่นใจในการมองแล้วเข้าซื้อก็ต้องแล้วแต่วินิจฉัยแต่ละคนแล้วครับ สำหรับผมกับทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่แน่ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ใช่จุดต่ำสุด

หลายคนอาจจะคิดว่าหุ้นธนาคารยังไงก็ไม่ล้ม แต่มันก็มีตัวอย่างที่ธนาคารล้มมาแล้ว ในขนาดที่ใหญ่กว่าธนาคารในไทยเสียอีก ซึ่งในไทยผมคิดว่าน่าจะถือว่า conservative หรืออนุรักษ์นิยม (หรือปล่อยกู้แบบระวัง) กว่าฝรั่งมากนัก แต่ลองคิดดูหากบ้านเราซึ่งพึ่งพา เกษตร และส่งออก เกิดเหตุการณ์ผลผลิตเกษตรราคาตก ส่งออกไม่ได้ ผู้กู้ไม่มีเงินมาชำระหนี้ ธนาคารที่สภาพคล่องต่ำคงจะแย่ไปตาม ๆ กันครับ

ปล. ราคาผมเริ่มเขียนบทความเมื่อวันที่ 9 มาวันนี้ราคาก็ลงกันไปอีก ลองดูราคาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.

14 ธ.ค. 58

SCB 123.5

KBANK 152

BBL 146

KTB 15.2

เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำไมถึง Not Recommend เพราะวันที่ผมคิดว่ามันต่ำแล้วมันยังลงไปได้อีก เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงทำให้ราคาโดนทำโทษไปมาก ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่ามัน undervalue แล้วหรือยัง ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าหุ้นบางตัวขายต่ำกว่า Book Value แล้ว นั่นหมายความว่าซื้อเหรียญ 1 บาท ต่ำกว่า 1 บาท แต่อย่าลืมนะครับเวลาหนี้มัน default หรือชักดาบ แล้วธนาคารเอาไปขายทอดตลาดนั่น 1 บาท เขาก็ไม่ได้ขาย ที่ 1 บาท เช่นกัน แต่อาจจะขายถูกถึง 15-30 สตางค์เลยด้วยซ้ำ ถ้าใครคิดจะลงทุนอาจจะต้องมานั่งดูสินเชื่อแต่ละก้อนกันดี ๆ สำหรับผมที่เข้าไปดูลึกๆ  ไม่ค่อยเป็นคงจะไม่เอาดีกว่าครับ

ทิ้งท้ายเป็นการบ้าน:

ทั้งสี่ธนาคารมีสัดสวนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเติบโตมากขึ้น อันนี้ผมสงสัยว่าฟองสบู่หรือยัง ต้องลองไปหาข้อมูลสมัย 40 ดูว่าสัดส่วนมันเท่าไหร่ แล้วพอฟองสบู่แตกแล้วเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ผมขอลาไปก่อนครับ

Disclaimer:

ผมไม่มีหุ้นกลุ่มธนาคาร SCB, KBANK, BBL, KTB หรือธนาคารตัวอื่นๆ และจะไม่เข้าซื้อภายใน 72 ชั่วโมงครับ

 

มี Page Facebook แล้วนะ

https://www.facebook.com/finmoment/